<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483</id><updated>2012-02-16T21:37:21.958+07:00</updated><title type='text'>Welcome to My Words</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>21</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-2228019820251825995</id><published>2007-05-06T04:59:00.001+07:00</published><updated>2007-05-06T04:59:22.120+07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วย "กรรมฐาน"</title><content type='html'>หัวข้อนี้ ถือเป็นเรื่องที่ผมต้องคิดแล้วคิดอีก กว่าจะพิมพ์ออกมาได้ ไม่ใช่เพราะความยากง่ายในการพิมพ์เรื่องราวมาบอกกล่าว แต่มันยากตรงที่ว่า ผมจะพิมพ์ยังไงไม่ให้ผมเล่าอะไรได้มากเกินกว่าที่ผมรู้ตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดมุ่งหมายหนึ่งของการบวชสำหรับ คือการไปทำความเข้าใจเรื่อง "กรรมฐาน" ว่ามันมีอะไรมากกว่าการทำสมาธิหรือเปล่า หรือเป็นแค่การพิจารณาด้วยปัญญาของตัวเอง ก็ สามารถรู้ถึงคำว่า "กรรมฐาน" ได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะเวลาไม่กี่วันในชีวิตพระสงฆ์ ในที่สุดผมก็ได้เริ่มต้นทำความเข้าใจเรื่อง "กรรมฐาน" ในแบบฉบับ "รู้เอง เข้าใจเอง" เอาในวันที่สี่ แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่สิ่งที่ได้รับคือการเข้าใจถึง แนวคิดเรื่องจิต และเปิดมุมมองเรื่องจิตใจมนุษย์ให้กับผมได้มากมายมหาศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปรียบเทียบง่ายๆ คงเหมือนเด็กแม่โต๋ ที่ได้เห็นทะเลครั้งแรกในชีวิตประมาณนั้น มันน่าตื่นเต้น น่าจดจำ และเป็นประสบการณ์ที่รู้ได้เฉพาะตัวของเราเองจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าพูดตามหลักความรู้ทั่วไป "กรรมฐาน" แบ่งแบบกว้างๆ ได้สองระดับ ระดับแรกคือ สมถะกรรมฐาน อีกระดับคือ วิปัสนากรรมฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมถะกรรมฐาน คือการกำหนดจิตให้นิ่งเป็นอารมณ์เดียว เป็นการประคองจิตข้างในให้อยู่ในสภาพนิ่งสงบ ตัดจากการกระตุ้นของปัจจัยต่างๆ เพื่อให้จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน วิปัสนากรรมฐาน คือการใช้จิตที่สงบนิ่งดีแล้ว มาพิจารณาสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดปัญญา เป็นการฝึกเพื่อพัฒนาจิตให้ยกระดับสูงขึ้น เพื่อรู้เท่าทันกิเลส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยหลักการทั่วไป การฝึกกรรมฐานมักเริ่มต้นด้วย สมถะกรรมฐานก่อนครับ แต่วิธีการฝึกไม่มีอะไรตายตัวนัก แล้วแต่ว่าจะสรรหาวิธีการอะไรมาประคองให้จิตของเราเข้าสู่สภาวะ สมถะ ได้ บางคนใช้การภาวนา พุทโธ โดยหายใจเข้าออกเสียงพุท หายใจออกออกเสียงโธ อย่างวัดธรรมกายก็ใช้วิธีการเพ่งภาวนาไปยังดวงแก้ว สิ่งเหล่านี้คืออุบายในการปรับสภาพจิตทั้งนั้น ไม่มีวิธีการที่ถูกหรือผิด เพราะสุดท้ายสิ่งที่ได้คือ การสำรวมจิตไปจดจ่อยังสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นที่ยากคือการเอาจิตที่เป็น สมถะ แล้วไปพิจารณาเข้าสู่การ วิปัสนา นี่แหละ ยากเพราะหลายคน เมื่อจิตเป็น สมถะ แล้ว ก็จะติดอยู่ในความสบาย สงบ หรือเป็นนิมิต เป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ทำให้ติดอยู่ในวังวนของการภาวนา จนลืมพิจารณาเพื่อให้ปัญญาเกิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าถามผมว่า เมื่อจิตของเรานิ่งแล้วจะได้อะไร คำตอบของผมคือ การเข้าถึงความรู้ในแบบที่ผัสสะภายนอกให้กับเราไม่ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อจิตเป็น สมถะ ได้แล้ว การพิจารณาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวรอบตัว และสภาวะร่างกายของตัวเอง จะพบว่ามันเข้าถึงสิ่งนั้นได้ ละเอียด เป็นขั้นตอน และเข้าใจในสิ่งนั้นได้แจ่มแจ้ง ในแบบที่ไม่มีการอธิบายไหนสามารถบอกได้เท่าเทียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเล่าถึงการปฏิบัติของตัวเองแล้วกัน เรื่องของเรื่องคือทุกเย็น หากไม่ติดกิจธุระจำเป็นอะไร พระทุกรูปต้องออกไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นที่โบสถ์ โดยวันพระถือเป็นวันที่ขาดไม่ได้ ก่อนสวดมนต์ในโบสถ์จะมีการนั่งภาวนาก่อนประมาณหนึ่งชั่วโมง ด้วยความที่เป็นวันพระ ผมอู้ไม่ได้ ก็ต้องไปทั้งที่ยังไม่พร้อมเท่าไหร่นั่นแหละ ด้วยความที่ไม่ได้นั่งขัดสมาธิมาเป็นสิบปี พอนั่งได้ซักห้านาที ขามันก็เริ่มปวด ปวดเพราะสังขารตัวเอง ที่ช่วงขาเกิดอุบัติเหตุซ้ำหลายครั้ง จนเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมันยึด มันยืดได้ไม่เต็มที่ด้วย ใจตอนนั้นคือต้องทนนั่งไปจนกว่าจะถึงเวลาสวดมนต์ ความเจ็บปวดมันก็รุกเร้าเราไปเรื่อยๆ จนตัดสินใจ ไม่คิดถึงความเจ็บมันอีก เพราะตัวเองภาวนาไม่เก่ง ท่องพุทโธ เดี๋ยวก็แวบไปคิดโน่นคิดนี่ สู้นั่ง "เฉยๆ" ไปเลยจะดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้ตอนนั่ง "เฉยๆ" นี่แหละจริงๆ มันก็ไม่ได้เฉยๆ แต่มันกลายเป็นการจดจ่อไปยังร่างกายของเราเองว่า ทำไมถึงเจ็บปวด มันเจ็บปวดจากไหน พอตัดความคิดฟุ้งซ่านออก เพียงชั่วครู่ที่ใจเรา "นิ่ง" ได้จริงๆ จิตผมก็ลงไปพิจารณาอาการเจ็บปวดของตัวเองได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ช่วงเวลาไม่นานนั้น ผมเข้าใจถึงสภาพกระดูกตรงเชิงกราน รู้ถึงความเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นที่ยึดขาไว้ ลำดับการขยับของกระดูก ซึ่งเคลื่อนลงตามแรงกดของน้ำหนักตัวได้อย่างละเอียด ละเอียดชนิดที่ว่า ได้ยินเสียงขลึ่กขลั่กจากภายในร่างกายของเราเอง แต่สภาพมันอยู่ได้เพียงไม่นาน ด้วยเพราะความที่เราไม่ได้ควบคุมมันได้ มันทะยานไปเพื่อบอกสิ่งที่เราอยากรู้ด้วยตัวมันเอง พอเรารู้ มันก็หลุด ความนิ่งก็หาย จิตก็กลับไปฟุ้งซ่านอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าถามผมว่า "เราสามารถข้ามการสมถะกรรมฐาน ไปฝึกวิปัสนากรรมฐานได้เลยไหม" คำตอบของผมคือ "ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน" เรื่องพวกนี้ขึ้นกับพื้นฐานจิตของตัวเอง ว่าพร้อมที่จะนิ่ง พร้อมที่จะพุ่งทะยาน ไปยังสภาวะที่ไม่สามารถใช้ผัสสะหยั่งถึงได้หรือยัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนมีบุญเก่าดี จิตสามารถเข้าถึงความนิ่งได้โดยไม่ต้องพึ่งอุบายต่างๆ การไปฝึกวิปัสนาเลยย่อมทำได้ครับ แต่ถ้าจิตยังไม่นิ่ง แต่ไปมุ่งวิปัสนา เราจะไม่สามารถตัดการรบกวนจากกิเลสได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะกิเลสมันคือสิ่งที่หล่อหลอมตัวเราให้ยึดถือเนื้อหนังมังสา สิ่งต่างๆ รอบตัวเราไว้ ที่แย่คือมันไว มันล้ำลึกกว่าเกินกว่าจะใช้แค่ความรู้ หรือความฉลาดจัดการมันได้ มีสองสิ่งที่เราจะใช้เป็นอาวุธจัดการกับกิเลส นั่นคือ "สติ" และ "ปัญญา" ที่สำคัญสองสิ่งนี้ ถ้าเราไม่ "สงบ" มันก็ไม่เกิดเสียด้วยสิ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-2228019820251825995?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/2228019820251825995/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=2228019820251825995' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/2228019820251825995'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/2228019820251825995'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/05/blog-post.html' title='ว่าด้วย &quot;กรรมฐาน&quot;'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-4508576194462335429</id><published>2007-04-25T00:51:00.001+07:00</published><updated>2007-04-25T00:51:52.678+07:00</updated><title type='text'>ผ้าไตรฯ ผ้าสามชิ้น ที่สำคัญยิ่งชีพ</title><content type='html'>&lt;div style="border-style: none none dotted; border-color: -moz-use-text-color -moz-use-text-color windowtext; border-width: medium medium 3pt; padding: 0cm 0cm 1pt;"&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="border: medium none ; padding: 0cm;"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;หนึ่งในกิจของสงฆ์ต้องปฏิบัติอยู่วัตรคือการครองผ้าไตรฯ ผ้าไตรฯ คือเครื่องนุ่งห่มชุดมาตรฐานของพระสงฆ์ในนิกาย เถรวาท ซึ่งมีข้อวัตรปฏิบัติในพระธรรมวินัยทั้งหมด &lt;/span&gt;227 &lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ข้อหลัก ที่เรียกผ้าไตรฯ เพราะทั้งหมดประกอบด้วยผ้าสามผืน นั่นคือ สบง (ผ้านุ่ง) จีวร (ผ้าห่มตัว) และสังฆาฏิ (ผ้าคลุมกันหนาว) ส่วนผ้าที่ใส่ปกติกันทุกวันนี้อีกสองชิ้นคือ ผ้าพันตัว (คือผ้าผืนนึงที่ไว้ใส่ลำลองแทนจีวร) กับผ้ารัดเอว (เอาไว้รัดสังฆาฏิเวลาแต่งเต็มยศ) ไม่ได้ถูกนับรวมดังนั้นสองผืนหลังนี่ ไม่มีก็ไม่ผิดพระธรรมวินัยครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="border: medium none ; padding: 0cm;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;/div&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;หลังจากได้รับผ้าทั้งสามผืนจากพิธีบวช ขั้นตอนต่อมาคือ การทำพินธุ หรือแต้มตำหนิเพื่อถือครองผ้าไว้ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มของตน พิธีการครองผ้ามันไม่ยากเย็นอะไรหรอกครับ สิวๆ ชิวเดร้นๆ แต่ไอ้ที่ทำเอาแย่ไปหลายวันก็คือการนุ่งผ้าสามผืนพวกนี้นี่แหละ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;สังฆาฏินี่ไม่มีอะไรยาก เพราะปกติเอาไว้พาดบ่า ซึ่งมันได้ใช้จริงๆ สองครั้ง คือตอนทำพิธีบวช กับทำพิธีสึกแค่นั้น แต่ที่ยุ่งยิ่งนักคือ สบง กับจีวร ครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;“&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;บวชเจ็ดวัน ใส่จีวรเองได้ก็เก่งแล้ว&lt;/span&gt;”&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt; ใครถูกพูดแบบนี้ อย่าไปโกรธนะครับ เพราะมันเป็นความจริงนั่นแหละ โดยเฉพาะพระบวชใหม่ซิงๆ ยังไม่ใช่บวชไม้สอง ไม้สาม &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ตอนทำพิธีบวชมีพระพี่เลี้ยงแต่งตัวให้มันเลยไม่ยากเท่าไหร่ แต่ความสลดมันเริ่มต้นหลังจากตอนบวชเนี่ยครับ เพราะผ้าทั้งสามผืน มันคือผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าใหญ่สามผืนเท่านั้นเอง ไม่ได้ถูกเย็บไปผ้านุ่งแบบผ้าถุง รึผ้าซิ่นของผู้หญิง สำหรับ สบง จะดูว่าแต่งได้เรียบร้อยไม่เรียบร้อยดูได้ที่การเก็บชายผ้านี่แหละ ถ้าเห็นชายผ้าที่เป็นแลบ ถือว่ายังไม่คล่อง และควรระวังดีๆ เพราะต่อให้คาดสายประคดรัดเอวไว้แน่นแค่ไหน ก็มีโอกาสสร้างทัศนะอุจาดได้ตลอดเวลา อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลย ผมเองยังทำสบงร่วงตอนแต่งตัวไปทำวัตรเย็นมาแล้ว อนาถจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ส่วนจีวรนี่อาจไม่สร้างความอุจาดเท่า แต่มันคือผ้าที่ต้องแต่งทุกวัน วันละอย่างน้อยสองครั้งคือ ตอนเช้าออกบิณฑบาตร และเย็นตอนออกไปทำวัตรเย็นที่อุโบสถ แถมการแต่งมีสองแบบคือ ถ้าพิธีการอยู่ในเขตวัด จะเป็นการห่มจีวรแบบเฉียง คือเปิดไหล่ขวา แต่ถ้าออกนอกวัด อย่างบิณฑบาตรตอนเช้า จะเป็นการห่มแบบปิดไหล่ทั้งสองข้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ด้วยความใหญ่รุ่มร่าม แต่ต้องนุ่งห่มให้พอดีตัว วิธีการดูไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เอามาห่มตัวไว้ เก็บชายผ้าด้วยการม้วนทบปลายด้านหนึ่ง ให้เป็นเกลียวสามเหลี่ยม แล้วเอาปมผ้าที่ม้วนไพล่ขึ้นพรึ่บพรั่บ โอ้ย ดูหลวงตาทำ อีซี่ๆ โนวพรอมแพรม&lt;/span&gt;… &lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;แต่ทำไมเวลาทำเองมันยากจังฟระ โอ้ย ผ้าทำไมม้วนเก็บชายยากจังวุ้ย ดึงปลายผ้าสูงพอรึยังหว่า (ถ้าดึงปลายด้านที่เราตั้งต้นม้วนไม่สูงพอ เพราะจะได้ชุดวิวาห์ทิ้งชายสวยๆ น่าเกลียดมาก) ปมม้วนเก็บดีรึยัง แถมตอนเสร็จต้องหนีบรักแร้ซ้ายไว้ให้ดี ไม่งั้นผ้าทั้งหมด จะร่วงลงมากองตรงหน้าตอนก้มตัวอีก โอย น่าอนาถกันอีกแล้ว&lt;/span&gt;…&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ส่วนตัวยอมรับครับว่าไม่ใช่คนอดทนกับเรื่อจุกจิกเท่าไหร่ แต่การครองผ้าทั้งจีวร และสบง มันจำเป็นต้องทำทุกวันในตอนบวช ก็ต้องฝึกห่มกันหลายครั้ง แต่เชื่อมั้ยว่าทำยังไงก็ไม่รอดครับ ยังเละ ยังแย่ จนต้องพวกหลวงตาต้องมาช่วยจัดการให้ทุกทีก่อนออกไปบิณฑบาตร แถมตอนเดินก็ยังห่วงกลัวมันร่วงลงจากไหล่อีก พาลจะทำบาตรร่วงลงพื้นตามไปด้วย วันแรกๆ เลยเป็นการบิณฑบาตรสุดทะลักทุเล จนนึกถึงทีไรก็ยังทุเรศตัวเองอยู่&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;แล้วพอวันที่ห้า ด้วยอารมณ์หงุดหงิดตัวเอง บวกกับเกรงใจหลวงตาทั้งหลาย เลยตัดสินใจห่มจีวรให้ตัวเองแบบหลับหูหลับตาไปเลย ไม่ต้องคิดมาก&lt;/span&gt;… &lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;โอ๊ะ&lt;/span&gt;! &lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;มันก็ได้วุ้ย&lt;/span&gt;!&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt; บทมันจะได้ก็ได้ง่ายๆ เลยครับ อะไรที่เคยทำได้ยาก ก็ทำแบบไม่ลำบากเท่าไหร่ วันเวลาที่เหลือ เลยได้กลายเป็นพี่เลี้ยงพระใหม่ จัดการเรื่องจีวรบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div style="border-style: none none dotted; border-color: -moz-use-text-color -moz-use-text-color windowtext; border-width: medium medium 3pt; padding: 0cm 0cm 1pt;"&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="border: medium none ; padding: 0cm;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;/div&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ด้วยเรื่อง จีวร นี่แหละ ถึงทำให้ผมเข้าใจความจริงของชีวิตบางเรื่องที่ว่า &lt;/span&gt;“&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;บางครั้ง การแก้ปัญหา มันอยู่ที่เวลานั่นแหละ การไปเร่ง ไปดันมันมาก ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมยังทำให้เราทุกข์ยิ่งขึ้นไปอีก&lt;/span&gt;”&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ขอทิ้งท้ายความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับผ้าไตรฯ ครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;-&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ผ้าไตรฯ และอัฐบริขาร (บาตร ผ้าปูนั่ง เป็นต้น) ห่างจากกายสงฆ์เกินกว่าหนึ่งศอกไม่เกินหนึ่งวันกับหนึ่งคืน คือสงฆ์ไม่ควรทิ้งสิ่งของที่เป็นของใช้ส่วนตัว ให้พ้นสายตา และต้องดูแลตลอดเวลานั่นแหละครับ ถ้าหากอยู่ห่างจากตัวล่วงเวลาดังกล่าว ติดอาบัติ ถุลปัจจัย ทางแก้ของผมคือ เอาสังฆาฏิ กับจีวรหนุนหัวนอนเลยครับ บาตรก็วางไว้บนเตียงนั่นแหละง่ายดี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;-&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;พระธรรมวินัยอนุญาตให้สงฆ์อยู่โดยปราศจากผ้าไตรฯ ได้หนึ่งวันกับหนึงคืน ครับ คือเผื่อซักตากนั่นเอง แต่ไม่ได้แปลว่าอนุญาตให้แก้ผ้าเปลือยนะครับ อันนั้นจะไปผิดอีกข้อนึงแทน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;-&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ผ้าจีวรผืนใหญ่ๆ บางทีดูยากครับ ว่าด้านไหนเป็นด้านใน ด้านไหนเป็นด้านนอก โดยเฉพาะจีวรที่ยังไม่มีร่องรอยการใช้งาน ให้สังเกตที่ขอบผ้าเอาครับ ขอบผ้าด้านนึง จะมีการเย็บเป็นปมเชือกเอาไว้เป็นดุมไว้ติดจีวรให้ชายผ้าไม่ปลิวตามลมไปมา ด้านที่มีปมแบบนั้น ด้านนั้นคือด้านในครับ ส่วนที่ดูว่าส่วนไหนอยู่ด้านบน หรือด้านล่าง ให้ดูที่ด้านที่มีปมอยู่ช่วงกลางผ้า ปมคู่กลางคู่นั้น เอาไว้ติดช่วยยึดผ้าไว้หัวไหล่ เพื่อให้ห่มจีวรได้ง่ายขึ้นนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;-&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ส่วนใหญ่ผ้าไตรฯ วัดมักจัดให้อย่างละผืน แต่จะมี สบง ที่อาจจัดไว้ให้สองผืนสองแบบ คือแบบเย็บเป็นตาช่อง ซึ่งผ้าจะหนากว่า เอาไว้นุ่งเวลาออกไปนอกวัด ส่วนอีกแบบจะเป็นผ้าเรียบๆ ชั้นเดียว ผืนนี้ไว้นุ่งอาบน้ำ หรือใช้นุ่งอยู่ภายในวัดครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;-&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ผ้าจีวรส่วนใหญ่ จะทำด้วยผ้าฝ้าย หรือผ้าโทเล ซึ่งแห้งง่ายมาก ถ้าแดดดี หรือลมโกรก ซักตากก็แห้งภายในชั่วโมงเดียวครับ ผืนเบ้อเร่อแบบนั้นนั่นแหละ ดังนั้นจึงไม่มีข้ออ้างว่า ซักไม่แห้ง ยกเว้นไปซักเอาตอนฝนตกทั้งวัน แต่ถ้าทำยังงั้นจริงๆ คงไม่ใช่แค่โง่ครับ ต้องบ้าเอาการ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;-&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: &amp;quot;Angsana New&amp;quot;;" lang="TH"&gt;ปกติเครื่องนุ่งสบงจะมีสายประคดมาให้ ถ้าไม่มีอะไรรัดเอวจริงๆ เชือกฟางอะไรซักเส้นก็ได้ครับมารัดคาดเอวไว้เถอะ อย่าโชว์ทำนุ่งแบบโสร่งนะครับ ผ้ามันเบามาก ลมพัดแรงๆ เดี๋ยวปลิวตามเก็บไม่ทันเนี่ย รู้ถึงไหน อายถึงนั่นจริงๆ นะ&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-4508576194462335429?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/4508576194462335429/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=4508576194462335429' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/4508576194462335429'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/4508576194462335429'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/04/blog-post_25.html' title='ผ้าไตรฯ ผ้าสามชิ้น ที่สำคัญยิ่งชีพ'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-3758505744142463850</id><published>2007-04-18T19:14:00.000+07:00</published><updated>2007-04-18T19:14:46.891+07:00</updated><title type='text'>เรื่องเล่าจากกำแพงวัด: บิน-ต๊ะ-บาดดด...</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: left;"&gt;แน่นอนว่าใครก็ตามที่่นับถือศาสนาพุทธ มากกว่าแค่พิมพ์ไว้ในทะเบียนบ้าน&lt;br /&gt;ย่อมต้องเคยใส่บาตรตอนเช้ากันทั้งนั้น และแน่นอนว่า บุรุษใดก็ตามบนโลกน&lt;br /&gt;ที่นับถือพุทธศาสนา และได้บวชเป็นบรรพชิต การบิณฑบาตร ถือเป็นวัตร&lt;br /&gt;ที่ต้องปฏิบัติทุกวันหากไม่มีเหตุอันจำเป็นให้ต้องงดเว้น (เช่นเป็นวัดอยู่สามจังหวัด&lt;br /&gt;ชายแดนภาคใต้ ช่วงไหนพวกโจรออกมา เฮดช็อต บ่อย ๆ อาจจะงดบิณฑบาตร&lt;br /&gt;เป็นชั่วคราวได้ แต่ต้องเป็นมติของสงฆ์ที่อยู่ในวัดทั้งหมดนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*******************************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยหลักการ การทำบุญ ไม่ใช่เฉพาะใส่บาตรอาหารพระเท่านั้น มีองค์ประกอบ&lt;br /&gt;ที่ต้องคิดถึงอยู่ 3เรื่อง หนึ่งคือวัตถุดี หนึ่งคือเจตนาของผู้ทำบุญดี และสุดท้ายคือ&lt;br /&gt;ผู้รับเป็นบุคคลที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแรกวัตถุดี ก็คือสิ่งที่ใช้ทำทานเป็นวัตถุที่มาจาี่กปัจจัยตั้งต้นดี ดีที่ว่าคือ&lt;br /&gt;ไม่ได้เป็นผลจากเหตุที่ชั่ว ไม่ได้ปล้นใครมา ไม่ได้เป็นวัตถุต้องห้ามอันพึงงดเว้น&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างทำบุญอาหารก็คือ เป็นอาหารที่ประกอบขึ้นเพื่อการบริโภค ใช้วัตถ&lt;br /&gt;ุที่กินทั่วไป ไม่ต้องอลังการแบบดีงู จู๋ช้าง แค่ธรรมดา ไม่เลว ก็ถือว่าดีแล้วครับ&lt;br /&gt;จริงๆ แล้วถ้าพระรู้ว่าอาหารนั้นฆ่าสัตว์มาเพื่อทำบุญโดยเฉพาะ ท่านจะไม่ฉันอาหารนั้น&lt;br /&gt;เพราะพระธรรมวินัยระบุว่า การฆ่าสิ่งมีชีวิตเพื่อการทำบุญโดยเฉพาะ ถือเป็นเรื่อง&lt;br /&gt;ไม่สมควร ใส่บาตรก็ใส่อาหารที่กินกันธรรมดาเถอะครับ พระไม่ติหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคนทำบุญดี นั่นคือตั้งใจทำบุญเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ&lt;br /&gt;ไม่ใช่ทำหวังเอาบุญขึ้นสวรรค์ ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์วันข้างหน้า&lt;br /&gt;การใส่บาตร เจตนาคือการช่วยเหลือให้พระสงฆ์มีอาหารกิน เพื่อยังชีวิตอยู่ปฏิบัติธรรม&lt;br /&gt;และสั่งสอนคนอื่นให้รู้ถึงรสพระธรรม เรื่องบุญเป็นอานิสงค์อันเกิดจากการทำดี&lt;br /&gt;ของเราอยู่แล้ว ไม่ต้องมองข้ามช็อตไกลนักก็ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้แก่ผู้ปฏิบัติดี ข้อนี้สิยากสุด เพราะปัจจัยขึ้นผู้รับ ถ้าให้อาหารกับพระปฏิบัติดี&lt;br /&gt;ปฏิบัติชอบ อานิสงค์นั้นย่อมเกิดกับเราเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าเลี้ยงคนชั่วให้ออกไป&lt;br /&gt;ทำบาปกรรม นั่นก็เท่ากับเราได้ทำบาปไปด้วยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**********************************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลาไม่กี่วันที่เข้าไปใช้ชีวิตเป็นบรรพชิต สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในแต่ละวัน&lt;br /&gt;คือการออกไปบิณฑบาตรตอนเช้านี่แหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องน่าตื่นเต้นไม่ใช่แค่ลุ้นว่าวันไหนจะมีคนใส่บาตรมากน้อย เพราะจะมากจะน้อย&lt;br /&gt;พระรูปนึง ก็ขนของกลับวันกันขี้ริ้วขี้เหร่คนละร่วม 5-6 กิโลอยู่แล้ว (นี่วัดจากพระท้ายแถว&lt;br /&gt;นั่นคือพระบวชใหม่นะครับ) แต่ที่น่าตื่นเต้นคือ ในแต่ละวันจะมีคนเอาของมาใส่บาตร&lt;br /&gt;กันหลากหลายชนิดที่เรียกว่า สุดแต่เจ้าตัวจะจินตนาการได้เลยตะหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนมีความเชื่อเรื่องใส่บาตรประเภทที่ว่า ใส่เอาไว้ให้ตัวเองกินตอนตาย เพราะเคยอ่าน&lt;br /&gt;หรือได้ยิน เรื่องคนที่ตายแล้วฟื้นกลับมาเล่าเป็นตุเป็นตะว่า ของที่เคยใส่ไปนะ ตอนอยู่ในนรก&lt;br /&gt;มันมาตามนั้นเลย... ฮัดช่า! คุณลุงคุณป้าเลยใส่มาเต็มเหนี่ยวอย่างที่ว่าเลยครับ ข้าวร้อนๆ&lt;br /&gt;ใส่มาเต็มทัพพี แกงใส่มาเป็นถุงแบบที่ขายตามตลาด บางคนตายแล้วกลัวไม่มีโจ๊กกิน&lt;br /&gt;ก็เลยใส่โจ๊กเข้าบาตรแบบถุงเบ้อเร่อ เรียกว่าเล่นเอาพระใหม่พะรุงพะรังเอาเรื่อง&lt;br /&gt;ดีที่มีเด็กวัดมาคอยรับของในบาตรไว้ ไม่งั้นพระเดินแค่สองสามเมตรก็ได้กลับหอฉันแล้ว&lt;br /&gt;เพราะเต็มบาตรหมด นี่ยังไม่รวมประเภทน้ำเป็นขวด บางคนกลัวนรกมันร้อนมากมั้ง&lt;br /&gt;ใส่เป๊บซี่ลิตรให้พระมาด้วย ป๊ากเดียวบาตรแทบคว่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้างบนว่ากวนแล้ว แต่บางครั้งมีกวนกว่า ที่เจอกับตัวเองคือ ใส่บาตรด้วยน้ำปลาเป็นขวด&lt;br /&gt;กระเทียม- พริกแห้งเป็นถุง เข้าใจว่าพระทำกับข้าวเองได้มั้งครับ หลวงพี่ที่บวชมาก่อน&lt;br /&gt;เ่ล่าให้ฟังว่าสมัยบวชเณร จำวัดอยู่ที่พิษณุโลก มีญาติโยมอยากให้พระฉันส้มตำครับ&lt;br /&gt;เพราะตัวเองมีพื้นเป็นคนอีสาน เห็นเณรมาจากอุดรเลย เลยใส่บาตรเป็นมะละกอดิบเป็นลูกๆ&lt;br /&gt;มะเขือ กระเทียม พริกแห้ง เป็นถุง พร้อมสำทับว่า "ที่วัดคงมีครกหละเนาะ เอาไปเฮ็ดเองเด้อ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮ่วย!!!...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ท้ายสุด คงไม่มีใครเก๋เท่าวัยรุ่นไทยยุคเพลงอีโมฯ (มันคือเพลงแบบไหนวะ เข้าใจว่า&lt;br /&gt;เป็นเพลงร้องยานๆ แบบพี่แบ๊งก์วงแคลช นั่นอะ) ที่สรรหาวิธีการมาใส่บาตรได้จ๊าบ&lt;br /&gt;กระชากใจจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกน้องๆ เค้าใส่บาตรด้วยน้ำมันเครื่ิองครับ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการคือพอพระบิณฑบาตร เดินออกมานอกประตูวัด พวกน้องเค้าก็รออยู่ตรงทางแยกหน้าวัด&lt;br /&gt;พอพระ-เณร เดินมาใกล้ๆ เขาก็ "แบ๊นๆๆๆๆๆๆ แหบนนนนนนนนนนนนนนนนน" เบิ้ลเครื่องระรัว&lt;br /&gt;ปลดปล่อยไอเสียออกมา ก่อนกระชากตัวซิ่งหายลับสายตาขบวนบุญของบรรพชิตทั้งหลายไป ด้วยความที่เป็นพระไม่สามารถด่าแช่งใครได้ ถึงจะเจอเรื่องทุเรศเหลืออดแบบนี้ สิ่งที่พระทำได้คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"จำเริญๆ เด้อโยม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ครับ เจริญพรไล่หลังน้องๆ อีโมฯ พวกนั้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปกติเด็กพวกนี้ ไม่ได้มา แบ๊นๆ กันทุกวันหรอกครับ มันมีเหตุอยู่นิดนึงคือ พอขากลับเข้าวัด&lt;br /&gt;ก็มีคันหลังสุดมารอส่งท้าย เณรที่บวชมาก่อนผมวันนึง ก็เดินเร่งมากระซิบข้างๆ ผมว่า "ครูบา&lt;br /&gt;ไอ้พวกนั้นมันเป็นเพื่อนเณรเองหละ" ...แหม่เณร ดีนะมันไม่ไปเบิ้ลใส่บาตรกันหน้าหอฉันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- -"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาธุ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;***********************************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจากขอแนะนำวิธีการใ่สบาตรแบบคนที่ผ่านวัดวามาหน่อยแล้วกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใส่แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ครับ อย่าง ข้าว กับข้าว น้ำดื่ม ขนมหวาน อย่างเดียวก็ได้&lt;br /&gt;ไม่ผิดกฏ จำนวนไม่ต้องมากครับ คนละครึ่งทัพพี สี่สิบคนก็ยี่สิบทัพพีแล้วครับ ไอ้ประเภท&lt;br /&gt;มาแบบคอมโบเซ็ทชุดประหยัดเนี่ย สงสารเด็กวัดบ้างก็ดีครับ หิ้วกันพะรุงพะรัง&lt;br /&gt;เป็นลิงกินโต๊ะจีนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ของบางอย่างเราควรเปลี่ยนสภาพมันไม่ให้เหมือนรูปเดิมครับ เช่นไข่ ถ้าจะใส่บาตร&lt;br /&gt;เป็นไข่ต้ม ควรแกะเปลือกออกให้เห็นเนื้อใน ผ่าให้รู้ว่าไข่สุกแล้วยิ่งดีครับ&lt;br /&gt;ผลไม้ต้องทำให้มันเจริญเติบโตต่อไปไม่ได้อีก เช่น ควักเมล็ดออก หรือแทงเมล็ด&lt;br /&gt;ให้แตก ของบางอย่างเช่นกล้วย ให้เฉือนปลายหัวท้ายออกก่อนใส่บาตร&lt;br /&gt;เพราะพระฉันสิ่งที่ยังเจริญเติบโตต่อไป เช่น ลูกไม้ทั้งลูก เมล็ดพืชไม่กระเทาะเปลือก&lt;br /&gt;ไม่ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- อ้อที่สำคัญ วัดมีโรงครัวเป็นโรงทานครับ ไม่ใช่โรงครัวทำกับข้าวให้พระฉัน&lt;br /&gt;ของดิบอย่างที่เล่าไว้ข้างต้นไม่ต้องใส่มานะครับ พระทำกินเองไม่ได้ - -"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ มาเล่าเรื่องเครื่องแต่งกาย ที่กว่าจะแต่งเป็น เล่นเอาพระใหม่แทบอยากสึกครับ...&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-3758505744142463850?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/3758505744142463850/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=3758505744142463850' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/3758505744142463850'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/3758505744142463850'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/04/blog-post_17.html' title='เรื่องเล่าจากกำแพงวัด: บิน-ต๊ะ-บาดดด...'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-3365982973092472723</id><published>2007-04-15T18:46:00.000+07:00</published><updated>2007-04-15T18:46:44.730+07:00</updated><title type='text'>เรื่องเล่าจากหลังกำแพงวัด</title><content type='html'>ชีวิตคุณเคยบวชหรือยังครับ?...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้ถามคำถามแบบนี้กันหน่อย เพราะเพิ่งสึกมาไม่กี่วันนี้เองครับ ไปใช้ชีวิตในร่มกาสาวพัตรมาพักนึง ไม่ใช่ด้วยอารมณ์หกอัก รักระทม อินเทรนด์อะไรกับชาวบ้านเขาหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุจริงๆ คืออยากลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในชีวิตแบบเงียบสงบดูบ้าง อยากรู้วิธีกรรมฐาน  อยากรู้ว่าเราจะทำใจให้สงบได้จริงๆ บ้างไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงจะเป็นการบวชเพียงไม่นาน แต่สุดท้ายที่ได้มา นอกจากหัวเกรียนติดหนังศรีษะ ก็คือเข้าใจถึงมุมมองทางศาสนาที่แสวงหาความสงบที่แท้จริงในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตอนบวช พอมองกลับถึงชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ทำให้เข้าใจถึงสภาวะของตัวเอง ที่น่าจะเรียกได้เวลา เมาหมัดไปกับการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้เข้าใจว่า ทำไมการตื่นขึ้นมาทุกเช้า ต้องรู้สึกว่าไปทำงานทำไมมันเกิดขึ้นในหัว เข้าใจว่า สุดท้ายคนที่เลือกใช้ชีวิตแบบนั้นก็คือตัวเราเอง ไม่มีใครบังคับเราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตอนเซ็นใบลาออก แว้บแรกที่นึกคือถามตัวเองว่าคิดดีแล้วเหรอ ตอนนี้ก็ตอบได้แล้วว่า มันเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรู้สึกว่าหนทางข้างหน้ามันไม่มีอะไรแน่นอน มันไม่มีอะไรดีขึ้น เราก็ต้องออกมาหาทางเดินใหม่ด้วยตัวเองอีกครั้ง อย่าคาดหวังอะไรกับคนอื่นให้มากนัก สิ่งเดียวที่ทำได้ คือจัดการกับตัวเองให้ดีที่สุด แล้วเรื่องอื่นมันจะจัดการได้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอบวชถึงได้รู้ว่า ความรู้ความเข้าใจที่มีในพุทธศาสนา ยังห่างกับคำว่า "เข้าใจ" มากอยู่&lt;br /&gt;คือรู้แต่ใช้อะไรมันไม่ได้เท่าไหร่ เข้าทำนอง ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ประมาณนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ต้องปรับปรุงตัวเองคือ การเอาเรื่องที่รู้ ออกมาใช้งานให้ได้มากที่สุด เปลี่ยนจากการเป็นพวกรู้มาก เป็นพวกทำได้มากให้เร็วๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาอะไรที่ผ่านมาแล้ว ก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก ปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพของมัน เราไม่ได้อยู่กับมันแล้ว ก็จงอย่าเอามันมาอยู่ในใจเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;******************************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงจะสึกมาแล้วช่วงนี้ก็ยังต้องไปรับบาตรกับหลวงตา รวมถึงไปเช็กสภาพใจตัวเองกับหลวงตา ว่าพร้อมกลับไปลุยชีวิตที่กรุงเทพหรือยังอีกซักพัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปคงต้องวุ่นกับหลายเรื่องในชีวิต แต่ต้องปรับใจตัวเองให้ได้ก่อนว่า การเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างมันขลุกขลักไปหมดอย่างนี้แหละ ขอแค่ใจอย่าเอามันมาทุกข์มากนักก็พอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดี๋ยววันหลังมาต่อว่า พอไปบวชแล้ว มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในวัดบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้มาขอซ้อมมือหลังจากรื้อไปนานก่อนแล้วกันครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-3365982973092472723?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/3365982973092472723'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/3365982973092472723'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/04/blog-post.html' title='เรื่องเล่าจากหลังกำแพงวัด'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-4018188852489158820</id><published>2007-02-20T01:48:00.000+07:00</published><updated>2007-02-20T01:48:31.627+07:00</updated><title type='text'>แพ้ใจ</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ผมพบกับความยากลำบากในใจอย่างแสนสาหัสที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง มันเกิดความรู้สึกกดดันและอยากปลดปล่อยของผมเองส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากความรู้สึกลึกๆ ที่ตำหนิตัวเองถึงความโง่เขลาเบาปัญญาในเรื่องผู้หญิงเต็มประดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในโลกนี้ผมกล้าสารภาพได้เลยว่า สิ่งที่ไม่ควรนำมาใกล้ผม และผมเกรงกลัวมันเหลือเกิน ไม่ใช่หัวรบนิวเคลียร์ขนาดสามตันครึ่งที่ใช้ถล่มฮิโรชิม่า และนาราซากิ ไม่ใช่เสือไซบีเรียสูงสามเมตรที่พร้อมตะปบหัวผมเล่นแทนก้อนไหมพรม หรือเจ้าตุ๊กแกและเขียดตะปาดที่ผมแสนขยะแขยงมาตลอดชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งเดียวที่ผมไม่อยากให้อยู่ใกล้ๆ แบบประจัญหน้าเลย คือผู้หญิงฉลาดครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าผมเป็นพวกแพ้ทางผู้หญิงที่ฉลาดเป็นที่สุด ไม่รู้ว่าเวรกรรมมันเกิดจากอะไร แต่ความคลั่งไคล้ไหลหลงในความฉลาดของผู้หญิงมันมาเป็นเอามากตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย จริงๆ มันเริ่มก่อตัวแบบสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัวมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นความเป็นเพื่อนมันทำให้เราพอเลี่ยงบาลีไปได้ว่าไอ้ความรู้สึกแปลกๆ มันเป็นเพราะฮอร์โมนมันกระตุ้นจากของสวยๆ งามๆ รอบตัวเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยมันเริ่มฉายแสงเจิดจรัสสว่างไสวดุจหลอดไฟซิลเวเนียเอา เพราะเริ่มรู้สึกตัวเองแล้วว่าเราไม่ได้ชอบผู้หญิงในแบบที่เพื่อนในคณะส่วนใหญ่ชอบสักเท่าไหร่ ประเภทนมโต หน้าสวย รวยทรัพย์ ยิ่งเป็นดาราชาวบ้านเขามองหันตามคอแทบหัก ผมสามารถนั่งสงบนิ่งแบบไม่ยินดียินร้ายปานสำเร็จวิชาเคล็ดใจน้ำแข็งตระกูลเนี่ยมาได้ ต่อให้อั้ม พัชราภามาลื่นล้มหวอหกตกหล่นอยู่ตรงหน้า ไอ้เอกคนนี้ก็ไม่ได้คิดจะมองไปยลเท่าไหร่ ถ้ามันไม่ได้อยู่ครรลองสายตาตอนนั้นนะ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วผมก็มาพบความจริงว่าตัวเองปลื้มผู้หญิงแบบไหนเอาตอนหลังสอบกลางเทอม เทอมสองเห็นจะได้ เพราะท็อปสุนทรียศาสตร์ที่ผมลงเรียนเทอมนั้นเป็นผู้หญิง ผู้หญิงที่หน้าตาพื้นในสายตาเพื่อนฝูง ดันกลายเป็นสาวที่ผมนั่งติดกันทุกครั้งที่ใส่ชุดนอนลงมาฟังเล็คเชอร์ (ฮา) ทั้งชั้นเรียนร้อยกว่าคน (จริงๆ ลงทะเบียนฟาดไปสามร้อยกว่า) มีไม่ถึงสิบคนที่นั่งอยู่สองแถวหน้า แน่นอนว่ามีเธอกับผมนั่งอยู่แถวนั้นด้วย เธอที่มาในชุดนักศึกษาเรียบร้อย สีหน้านิ่งเหมือนราชินีน้ำแข็ง ผมที่เข้าห้องเรียนมาในแบบประมุขพรรคกระยาจก ในเวลานั้นมันคงเป็นภาพที่ไม่มีนักศึกษาคนไหนในชั้นเรียนคิดจะจดจำมัน มีแค่อาจารย์ที่สอนเท่านั้นที่ชอบเดินลงมาทักว่าผมทำไมแต่งตัวแบบนี้ลงมาเรียน แล้วชี้ไปหาเธอว่าดูเพื่อนนั่งข้างๆ สิ เธอกำลังกลายเป็นทัศนะอุจาดสำหรับเขานะ ผมได้แต่หัวเราะแล้วขอตัวกลับไปนอนต่อ ส่วนเธอก็คงแยกไปเรียนวิชาอื่นตามประสาเด็กเรียนทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่นั่นทำให้ผมพบว่าตัวเองมักวนเวียนอยู่กับผู้หญิงเก่งหลายคน ทั้งเก่งในแง่การเรียนและการทำงาน จนไม่น่าเชื่อว่าคนแบบผมจะไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่ดูเหมือนคนคนละระดับชั้นแบบนั้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มันก็เป็นไปแล้ว แล้วก็ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยทำให้ผมมีวันนี้ด้วยใจจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าความไม่สบายใจครั้งล่าสุดนี้ ก็เกิดจากผู้หญิงฉลาดอย่างที่ว่า ปัญหาคือคราวนี้มันไม่ใช่แค่ผมรู้สึกคิดไปเองข้างเดียว แต่กลายเป็นเกมเอาเถิดเอาล่อแบบ "ใกล้ไปก็ผลัก ไกลไปก็ดึง" มาหลายเวลาแล้ว ครั้งล่าสุดใจจริงผมต้องการบอกกับเธอว่า "ผมต้องการออกไปจากชีวิตเธอ และอยากให้เธอออกไปจากชีวิตผม" แต่ดูเหมือนทุกอย่างมันตีบตันอยู่ที่คอหอย คำพูดเป็นร้อยที่อยากปล่อยออกมากลับนิ่งงันอยู่อย่างนั้น ผมเสียเวลาพูดติวให้เธอมากมาย แต่ไม่กล้าเอ่ยคำลาครั้งสุดท้ายตอนเดินจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจจะขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมเสียเธอไปตอนนี้ แม้ว่าทุกวันนี้ผมจะอยู่กับความคาดหวังที่ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นได้เลยก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบประโยคหนึ่งจากเพื่อนในพันธุ์ทิพย์ที่บอกว่า "สวรรค์มีหกชั้น นรกมีสิบแปดขุม เลือกเอาว่าจะเดินทางไหน" และผมมั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองกำลังตกนรกอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจยอมตกนรก เพราะหวังว่าปลายทางจะมีบันไดสวรรค์รออยู่ข้างหน้า แต่จริงๆ แล้วมันคงไม่มีบันไดที่ว่าหรอก นรกอย่างไรก็คือนรกวันยังค่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมก็ยังเดินหนีจากนรกนี้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นเธอ หรือเพราะทิฐธิโง่ๆ ที่ผมมีกันแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจจะหวังว่าความดีที่มีจะชนะใจเธอสักวันหนึ่ง แต่ดูเหมือนวันนี้ผมจะแพ้ใจเธออยู่หลายช่วงตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าผมจะคิดอะไรกับเธออยู่ตอนนี้ แต่การรอความรักจากคนที่ไม่รักเรา มันเจ็บปวดเหมือนตกนรกอย่างที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แปดปีที่แล้วผมคงเลือกไม่รู้จักเธอเสียดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าเธอแย่หรือเลวจนเกินอภัย แต่เธอดีเกินไปที่ผมจะลืมเธอลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่านั้นเอง...&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-4018188852489158820?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/4018188852489158820/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=4018188852489158820' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/4018188852489158820'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/4018188852489158820'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='แพ้ใจ'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-1390871948273494273</id><published>2007-02-16T01:27:00.001+07:00</published><updated>2007-02-16T01:27:30.538+07:00</updated><title type='text'>Amethyst</title><content type='html'>จริงๆ อัพเพลงนี้เปลี่ยนมาหลายวันแล้วครับ แต่ยังไม่มีโอกาสมาเขียน&lt;br /&gt;หนึ่งเพราะขี้เกียจ สองคือหาเนื้อเพลง เพลงนี้จากในเน็ทไม่เจอ&lt;br /&gt;ได้ความอนุเคราะห์จากคุณ "อดีต" (อีกแล้ว) เสาะหามาให้ วุ้ย เก่งจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ อยากอัพอีกเพลงนึงขึ้นมากกว่า แต่มันยาวจริงๆ จนเอาใส่ใน&lt;br /&gt;จีโอซิตี้ไม่ได้ เดี๋ยวจะลองหาเว็บอัพโหลดไฟล์ได้ดูอีกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลงนี้ชื่อว่า Amethyst เดิมเป็นเพลงบรรเพลงใช้สำหรับ Overture&lt;br /&gt;ในคอนเสิร์ทของวง X-Japan ตอนหลังโยชิกิ เอามาเพิ่มเนื้อร้อง&lt;br /&gt;และปรับเป็นเพลงโอเคสตร้า นักร้องชื่อ Kaya เป็นหนึ่งในนักร้อง&lt;br /&gt;โปรเจ็คท์ Violet UK ของท่านโยชิกิเขา&lt;br /&gt;Violet มาจากอะไรจำไม่ได้แล้ว ขี้เกียจไปดูคลิปสัมภาษณ์อีกรอบ&lt;br /&gt;แต่ UK = Underground Kingdom ก็คือโปรเจ็คท์พัฒนาเพลง&lt;br /&gt;ในแบบฉบับเพลงใต้ดินนั่นแหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไหนๆ ก็เขียนถึงท่านโยชิกิแล้ว ก็มาเล่าถึงความเป็น "คุณหนู"&lt;br /&gt;ของเขากันหน่อยดีกว่า นี่เป็นข้อมูจากการนั่งดูคลิปรายการ&lt;br /&gt;ฉลองปีใหม่ของญี่ปุ่นเขานะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ตอนเล่นคอนเสิร์ท โยชิกิจะโด๊ปแรงด้วย ข้างแกงกะหรี่&lt;br /&gt;- โยชิกิ อาบน้ำจากฝักบัวไม่เป็น จนกระทั่งไปทำงานเพลงที่อเมริกา (1992)&lt;br /&gt;- โยชิกิมีไร่องุ่น และไวน์เป็นของตัวเอง ไวน์ของเขายี่ห้ออะไรให้ทาย...&lt;br /&gt;X-Japan ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหน้าจะเปลี่ยนเพลงเป็นเพลงนี้นะครับ "Blind Dance" จาก Violet UK เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**************************************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Amethyst&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;You were only a whisper away&lt;br /&gt;But I can't touch your heart&lt;br /&gt;If the words aren't enough to bare your soul&lt;br /&gt;I would give you the more&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;You were always shining sun or rain&lt;br /&gt;Like a violent storm&lt;br /&gt;Close my eyes but you'll never fade&lt;br /&gt;You never disappear&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I feel alone&lt;br /&gt;Can't you see me&lt;br /&gt;Standing on the verge of moon&lt;br /&gt;I'll be watching over stars till they are gone&lt;br /&gt;Should I know nothing could make me miss you less&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Oh, I've been waiting for you&lt;br /&gt;To tell me what is love&lt;br /&gt;I don't know how to be loved&lt;br /&gt;How to be by your side&lt;br /&gt;Morning light shines in my room&lt;br /&gt;I'm holding dreams of you&lt;br /&gt;It may take no less than this pain&lt;br /&gt;But I can't stop loving you&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Feel my heart&lt;br /&gt;You have never known&lt;br /&gt;That you have all of me&lt;br /&gt;Every time I see you I'm falling in love&lt;br /&gt;I can live a lie again but without you...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Oh, I've been waiting for you&lt;br /&gt;To tell me what is love&lt;br /&gt;I don't know how to be loved&lt;br /&gt;How to be by your side&lt;br /&gt;Morning light shines in my rooms&lt;br /&gt;I'm holding dreams of you&lt;br /&gt;It may take the rest of my life&lt;br /&gt;But I can't stop loving you&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-1390871948273494273?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/1390871948273494273/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=1390871948273494273' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/1390871948273494273'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/1390871948273494273'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/02/amethyst.html' title='Amethyst'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-7850692837296505962</id><published>2007-02-11T07:08:00.000+07:00</published><updated>2007-02-04T21:55:01.821+07:00</updated><title type='text'>Final Score, but isn't last exam...</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;a href="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/9.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/Poster2b.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/Poster2b.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="TEXT-ALIGN: justify"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://bp3.blogger.com/_fBMR6fk0ng4/RcXx3WHviRI/AAAAAAAAAAM/Gf2RBqMs8cg/s1600-h/coverb.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ตั้งใจไว้ว่าต้องดูในโรงให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็เถอะ ติดใจตรงประเด็นเรื่องชีวิตของเด็กเตรียมเอ็นท์ฯ ที่ต้องมาเจอกับระบบ โอเน็ท เอเน็ทในปีที่ผ่านมาครั้งแรก ที่ทำให้หลายแสนครอบครัวแทบเป็นบ้าตายกับ อาการผีเข้าผีออกของผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่คัดเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจเพราะตัวเองมีประสบการณ์แย่ๆ มาแล้วด้วยกระมัง เลยอยากดูว่าผู้กำกับ&lt;br /&gt;ที่ผ่านการเคี่ยวมาจากพี่เก้งจะทำหนังออกมาให้เรา "อิน" ได้มากแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/9.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/9.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/9.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/9.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand" alt="" src="http://www.thaicinema.org/images/2007title/finalscore/9.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;คำตอบคือ เค้าทำได้เกินกว่าที่ผมนึกถึงเยอะครับ ต้องบอกว่า เด็กที่เขาตามถ่าย เป็นพวกมีของกันทุกคน ทำให้มิติของเรื่องราวตีออกไปได้ไกลกว่า เรื่องของการเตรียมตัวสอบเอ็นทร้านซ์อย่างเดียว เรื่องชีวิต ความรัก ความฝัน ของเด็กชายสี่คน พร้อมกับเพื่อนแวดล้อมมากมาย ทำให้ผมต้องอมยิ้มกับ "สิ่งที่พวกเขาเป็น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://bp0.blogger.com/_fBMR6fk0ng4/RcXydmHviSI/AAAAAAAAAAU/l0gYYArbwbM/s1600-h/9.jpg"&gt;&lt;/a&gt;นี่คือหนังที่กำลังก้าวผ่าน และคนที่เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว น่าเข้าไปดูบันทึกความทรงจำของพวกคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูว่าระบบการศึกษาได้ฟูมฟักและทำร้ายเด็กของเรายังไงบ้าง ดูว่าเด็กคนหนึ่ง ไม่ได้มีหน้าที่เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่เขามีเรื่องราวในชีวิตอีกเยอะแยะมากมายให้เรียนรู้ และทำความเข้าใจกับมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย Final Score อาจจะเป็นประตูสุดท้ายของเด็กวัยรุ่น ใช้ก้าวผ่านสู่รั้วมหาวิทยาลัย แต่ชีวิตคนเรา นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ต้องทำข้อสอบ เผลอๆ มันเป็นแค่ข้อสอบชุดแรก ในมหาวิทยาลัยชีวิตเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-7850692837296505962?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/7850692837296505962/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=7850692837296505962' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/7850692837296505962'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/7850692837296505962'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/02/final-score-but-isnt-last-exam_04.html' title='Final Score, but isn&apos;t last exam...'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-8462122068789609930</id><published>2007-01-23T07:35:00.001+07:00</published><updated>2007-01-23T07:35:52.913+07:00</updated><title type='text'>อากาศมันแปรปรวน... ใจมันเลยปรวนแปร</title><content type='html'>กำลังเซ็งอากาศช่วงนี้อยู่เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเวลาอากาศเปลี่ยนผมมักมีอาการแปลกๆ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ  ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยแบบไข้ขึ้นแบบปุบปับ หรืออารมณ์ที่ค่อนข้างแปรปรวนตามสภาพอากาศอยู่เรื่อยๆ จะว่าไปโทษอากาศมันก็คงไม่ได้ แต่ใจผมเองเนี่ยแหละที่มีปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงต้องยอมรับว่าช่วงนี้อะไรๆ ในชีวิตยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ เรื่องเรียนยังไม่เรียบร้อย การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เลยต้องชะงักเอาไว้ก่อน นี่คงเป็นสาเหตุทำให้เมื่อวานรู้สึกตัวเองแย่ยังไงพิกล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากให้ทุกอย่างเรียบร้อยกว่านี้ทุกเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คงไม่เร่งมัน เพราะจริงๆ ในใจมีกำหนดการทุกอย่างไว้แล้ว...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหลือแต่เตรียมตัวแล้วก็รอจังหวะเท่านั้นเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-8462122068789609930?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/8462122068789609930/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=8462122068789609930' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/8462122068789609930'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/8462122068789609930'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2007/01/blog-post.html' title='อากาศมันแปรปรวน... ใจมันเลยปรวนแปร'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-1944983739613350257</id><published>2006-12-28T01:12:00.000+07:00</published><updated>2006-12-28T01:12:40.342+07:00</updated><title type='text'>November Rain</title><content type='html'>วันนี้ขออัพเกรดบล็อกตัวเองครับ หลังจากกลับบ้านมาตั้งแต่เช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุดรวันนี้อากาศเย็นพอสมควร ตัวเลข 14 องศา คงไม่ใช่ตัวเลขปกติของอากาศในกรุงเทพเป็นแน่ จะพอใกล้เคียงคงสมัยผมเรียนที่รังสิตนั่นแหละ เคยมีปีนึงหนาวถึง 19! อาจจะบวกลมเข้าไปด้วย แต่เล่นเอาแทบไม่อยากลุกไปไหนเลยจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่อัพเกรดบล็อกก็คือ ตอนนี้บล็อกผมมีเพลงกับเขาเสียที หลังจากบ้านนอกหลังเขามานานหลายเพลา ก็ได้ใบบุญจากพี่แจ๋วที่ผมทำลิงค์ไว้ข้างๆ นี่แหละครับ อาศัยส่องดูโค้ดในเว็บบล็อกเธอแล้วเอามาดัดแปลงดู ทดลองเมื่อกี้ใช้ได้ก็ดีใจแล้ว :)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลงที่ผมเอาขึ้นบล็อกก็คือเพลง November Rain ของวง Guns And Roses วงดนตรีร็อกแบบ LA Guns ที่โด่งดังช่วงรอยต่อยุค 80 มา 90 เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มชุดที่น่าจะเป็นอัลบั้มที่คลาสสิคที่สุด และดีที่สุดของวง เพราะเป็นอัลบั้มที่โชว์ความอหังการ์ แสดงให้เห็นว่าวงนี้ไม่ใช่วงประเภทขายเสน่ห์แบบฉาบฉวย ขายการแสดงล่อแหลมทางเพศแบบวงเดียวกันที่มีเกร่อเป็นดอกเห็ดหน้าฝน ด้วยออกเป็นอัลบั้มคู่ในชื่อ Use Your Illusion I &amp;amp; II ยังดีที่ออกแบบแยกขาย ไม่งั้นเด็กจนๆอย่างผมคงหาซื้อของแท้มาฟังได้ยากสมัยนั้น (ตอนนั้นผมได้ค่าขนมวันละ 30 บาท เอง!) โดยส่วนตัวผมชอบเพลงในชุด II มากกว่า I เพราะมีเพลงที่ฟังแล้วถึงอกถึงใจเยอะกว่า I ที่เน้นเพลงเร็วฟังเอาสนุกมากกว่า แต่เพลงนี้คือข้อยกเว้น เพราะเป็นเพลงเดียวของวงนี้ที่ผมฟังมายาวนานตั้งแต่ซื้ออัลบั้มนี้มา จนทุกวันนี้ยังต้องหาดาวน์โหลดมาเก็บในเครื่องเพื่อฟังอยู่เรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กๆ ผมไม่เข้าใจหรอกว่าเพลงนี้มันกระตุ้นอะไรข้างในผมตรงไหน ผมรู้สึกแค่มันเพราะมากเท่านั้นเอง แต่พอโตมายิ่งเจอแฟนเพลงที่ชอบวงนี้เหมือนกัน รวมถึงประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น ทุกวันนี้ผมเลยรู้สึกว่าเพลงนี้มีอะไรมากกว่าเพลงร็อกช้าๆ เศร้าๆ ที่มีท่อนริฟกีต้าร์เจ๋งๆ เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของเพลงก็ไม่ต่างจากในมิวสิควิดีโอได้เล่าเอาไว้ ก็คือชายคนหนึ่งกำลังจะแต่งงานกับหญิงที่เขารัก แต่กลับรู้สึกว่าในใจของเธอมีอะไรซ่อนอยู่ เขาจึงต้องการบอกให้เธอรู้ว่า "คนทุกคนมีความหลัง คนทุกคนมีอดีตที่เจ็บปวด เธออาจจะไม่มีใครเป็นเพื่อนแท้ของเธอ แต่ถ้าหากตัดสินใจที่จะรักแล้ว ขออย่ากลัวความผิดหวัง อย่ากลัวความเจ็บปวด เพราะเธอยังมีเวลาที่เธอเป็นตัวของตัวเองได้ เธอยังมีคนเข้าใจเธอ และร่วมเดินไปกับเธอ แม้จะต้องเดินฝ่ากลางฝนเดือนพฤศจิกาที่แสนหนาวเหน็บเข้าขั้วหัวใจก็ตาม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเพลงนี้ผมส่งเนื้อมันไปให้น้องสาวคนนึง เพื่อต้องการบอกข้อความข้างบนนี้แหละ :)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นห่วงเสมอนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-1944983739613350257?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/1944983739613350257/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=1944983739613350257' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/1944983739613350257'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/1944983739613350257'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/12/november-rain.html' title='November Rain'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-161363224466944948</id><published>2006-12-19T21:26:00.001+07:00</published><updated>2006-12-19T21:26:25.430+07:00</updated><title type='text'>วันที่ผู้ชายคนนี้ไร้เสียง</title><content type='html'>ตอนนี้ผมอยู่สภาพ "แหบเสน่ห์" อยู่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องไปร้องเพลงที่ไหน ไม่มีเพลงฮิตติดตลาดกับใครเขา แค่อาการหลอดลมอักเสบก็พอแล้วจะทำให้ผมเสียงหาย ไม่ใช่แค่แหบสิ ตื่นมาตอนเช้ามันหายไปเลยตะหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการทุกวันนี้คือ เสียงแหบๆ ฮื่อๆ คือตะโกนพูดเอาครับ เสียงออกมาได้แค่นั้นจริง ถ้าพูดตามจังหวะปกติ จะไม่มีเสียง หรือเสียงแผ่วๆ ออกมาจากปากเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยอาการแบบนี้เลยไม่ได้ไปทำงานมาสองวันแล้ว วันนี้กระแดะออกไปเอางานจากออฟฟิสกลับมาทำ (พร้อมโดนจิกให้ทำงานต่อที่ออฟฟิสจนเย็น) เลยพบความจริงว่า ถ้าตัวเราไม่มีเสียง การเดินทางไปไหนมาไหน ดูมันลำบากลำบนเหลือแสนเอาการอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขึ้นรถเมล์กระเป๋าก็ต้องตะแคงหูฟังว่าพูดอะไร นั่งรถมอเตอร์ไซรับจ้าง ก็ต้องบอกใกล้ๆ ว่าจะไปไหน แถมต้องลุ้นอีกว่าเค้าจะฟังถูกตามที่เราอยากไปรึเปล่า (วะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงยังไงเสาร์-อาทิตย์ที่จะถึงก็ยังมีนัดติวอีกอยู่ดี (นั่นแหละ) ที่สำคัญตอนนี้ต้องหายให้ทัน แล้วก็ขอนัดสถานที่ที่ไม่มีลมแรงๆ แบบใต้ตึกนิติอีก ไม่งั้นกลับบ้านไปตายแน่ๆ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ป่วยมาสิบวัน การบริหารร่างกายเลยชะงักลงไปบ้าง ตอนนี้ออกกำลังนิดหน่อยก็เริ่มเมื่อย เหนื่อย ตึง ขึ้นมาทันตาเห็นเลย เอาวะ กลับบ้านไปต้องไปฟิตให้หนักหน่อยแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-161363224466944948?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/161363224466944948/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=161363224466944948' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/161363224466944948'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/161363224466944948'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/12/blog-post_19.html' title='วันที่ผู้ชายคนนี้ไร้เสียง'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-4836463891505683683</id><published>2006-12-13T20:11:00.001+07:00</published><updated>2006-12-13T20:11:49.846+07:00</updated><title type='text'>Tomorrow never comes</title><content type='html'>ช่วงนี้ห่างหายจากการอัพบล็อกไปพักนึง ด้วยเพราะตัวเองไม่มีอะไรมากกว่างาน งาน แล้วก็งาน วันหยุดยาวๆ ก็ไม่ได้ไปไหน นอกจากพักผ่อนอยู่กับห้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ มีเจ็บป่วยเป็นไข้ด้วยอีกอย่างนึง ช่วงเดือนนี้ผมป่วยง่ายครับ เพราะเป็นคนที่ไวกับอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะที่เปลี่ยนกันแบบ เช้า สาย บ่าย เย็น นี่ มันพาลทำผมออกอาการแย่เอาง่ายๆ นอกจากอาการป่วยของตัวเอง วันก่อนอดีตรูมเมทเพิ่งส่งข่าวเกี่ยวกับเพื่อนเล่นเกม ที่ตอนนี้กลับบ้านไปใช้ทุนหลวง ตามระเบียบราชการในฐานะเภสัชกรประจำอนามัยต่างจังหวัด ข่าวล่าสุดก็คือ เพื่อนผมคนนั้นกำลังป่วยครับ นอกจากโรคกระเพาะ โรคไต หมอกำลังตรวจหาเซลมะเร็งอยู่ เจ้าตัวเลยโทรมาร่ำลาเพื่อนฝูงที่ติดต่อได้ อารมณ์ว่าทำใจไว้แล้วว่าอยู่ไม่ยืดแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอได้ยินเรื่องเพื่อนคนนั้น ผมก็ต้องกลับมาคิดถึงตัวเอง พร้อมกับนึกถึงคำพูดของด็อกเตอร์วรฑา ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หลังจากสู้กับโรคมะเร็งอยู่สองปีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด็อกเตอร์วรฑา เตือนเรื่องการชีวิตไว้ว่า ขอให้ทุกคนระวังตัวกันไว้หน่อย อย่าใช้ชีวิตให้มันเปลืองมาก อย่าคิดเรื่องคุ้มไม่คุ้ม เพราะเวลาเราจะตายจริงๆ รับรองว่าไม่มีใครคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้วหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนกลัวตายทั้งนั้น เฮือกสุดท้ายทุกคนก็หวังว่าจะมีเฮือกต่อไปอยู่เรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานผมเพิ่งโทรหาน้องคนนึงที่ให้ผมช่วยติวหนังสือให้ ใจผมไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรไหมถ้าเจอหน้าเธอนานๆ อีกครั้ง แต่มันคงเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นคนไปสัญญากับเธอเองว่าอะไรช่วยได้ก็จะช่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในใจตัวเองรู้สึกอะไรอยู่ ก็คงต้องปล่อยให้ใจมันจัดการตัวเองไปแล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าที่ของตัวเองก็ทำให้มันเรียบร้อย คงต้องแบ่งตัวกับใจแยกให้ออกเสียแล้วสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้จะทำได้ไหม แต่จะพยายาม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-4836463891505683683?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/4836463891505683683/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=4836463891505683683' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/4836463891505683683'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/4836463891505683683'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/12/tomorrow-never-comes.html' title='Tomorrow never comes'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-1653711847488883816</id><published>2006-12-03T02:18:00.001+07:00</published><updated>2006-12-03T02:18:32.525+07:00</updated><title type='text'>อนาคต</title><content type='html'>คะแนนสอบ ทั้ง CU-TEP และ CU-Best ออกมาแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามว่าพอใจมั้ย ต้องตอบว่าพอใจ เพราะไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย&lt;br /&gt;หนังสือก็ไม่ได้อ่าน เพราะคู่มือที่มีขาย ดันเฉลยผิดซะเยอะอีก&lt;br /&gt;พอไม่มั่นใจเลยไม่อ่านเอาเสียเลย ไม่งั้นเดี๋ยวมีมึน มีมั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอบหนนี้เลยเป็นเหมือนการสอบวัดความสามารถตัวเอง&lt;br /&gt;แต่มันต้องใช้สมัครเข้าเรียนจริงๆ นี่สิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งใจว่าจะยื่นไปสองหลักสูตร คือภาคปกติ และภาคนอกเวลา&lt;br /&gt;ภาคนอกเวลาก็ตัดสินใจยื่นหลักสูตรที่อยากเรียนจริงๆ เลย&lt;br /&gt;นั่นคือหลักสูตรบริหารธุรกิจการบิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนาคตจะเรียนอันไหน หรือตกทั้งคู่ก็ยังไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เข็มทิศชีวิตต้องเริ่มตั้งเป้าแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มัวใช้ชีวิตแบบ Play safe อย่างทุกวันนี้ต่อไป&lt;br /&gt;ผมรู้เลยว่าตัวเองก็กำลังดำดิ่งลงไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เชิงว่ายิ่งอยู่ยิ่งแย่ แต่พอมันนิ่ง ผมก็หมดความท้าทาย&lt;br /&gt;สุดท้ายไฟในใจมันพาลจะมอดหมดเอานี่สิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาวะ ได้เวลาตั้งต้นชีวิตใหม่แล้ววุ้ย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-1653711847488883816?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/1653711847488883816/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=1653711847488883816' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/1653711847488883816'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/1653711847488883816'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/12/blog-post.html' title='อนาคต'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-2950244650195287874</id><published>2006-11-24T16:25:00.001+07:00</published><updated>2006-11-24T16:25:46.379+07:00</updated><title type='text'>สบายตัว แต่ไม่สบายใจ</title><content type='html'>ช่วงนี้งานที่ออฟฟิสกำลังว่าง คือมีงานเฉพาะงานด่วนจริงๆ ส่วนงานประจำผมเคลียร์เสร็จไปได้ราวๆอาทิตย์นึงแล้ว เลยเป็นเหตุให้มีเวลากลับไปนั่งเข้าบอร์ดรุ่นมหาวิทยาลัย เข้าไปอีกทีคนทำมันล้างดาต้าเบสเก่าทิ้งหมด เลยต้องไปนั่งกรอกใหม่ แถมรู้ว่าเพื่อนๆ เริ่มท้อง เตรียมเป็นแม่กันหมดแล้ว จนถึงวันนี้ผมเลยเป็นคุณลุงของหลานสิริรวมเกือบยี่สิบคนแล้ว เยอะเนอะว่าไป เพราะรวมทั้งเพื่อนสมัยมัธยมเข้าไปด้วย พวกนั้นอยู่ต่างจังหวัดเรียนจบก็แต่งงานกันเลยมีหลายคู่ บางคนเลยเป็นคุณแม่ลูกสอง คุณพ่อลูกสาม (เมียไม่นับ) ไปเยอะแยะ&lt;br /&gt;*********************************************&lt;br /&gt;น้องที่ไม่ได้ติดต่อกันมาพักนึง เริ่มมีเรื่องมาปรึกษาผมอีกแล้วครับ ยอมรับว่าผมเองใจนึงอยากช่วยเธอ อยากคอยแก้ปัญหาให้เพราะทั้งรัก ทั้งเอ็นดูเด็กคนนี้ เธอมีความคล้ายน้องสาวคนเดียวของผมเหมือนกัน ยิ่งเหมือนกันตรงมีปัญหาเรื่องผู้ชายเข้ามาในชีวิตเยอะเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อีกใจนึง ผมอยากต่อว่าเหมือนกันนะ เพราะเรื่องที่เธอมาขอความช่วยเหลือ มันทำผมเจ็บปวดใจเล็กๆ อยู่เอาการ จนเมื่อคืนผมเองทนไม่ไหว ต้องตั้งคำถามให้คิดบ้างว่า "เธอเอาเรื่องคนที่เธอชอบ มาปรึกษาคนที่ชอบเธอเนี่ย เธอรู้ไหมว่าผู้ชายคนนี้รู้สึกยังไง"&lt;br /&gt;*********************************************&lt;br /&gt;เมื่อเช้าตื่นมาเลยนึกถึงเพลงเก่าของวง พอง พอง ได้พอดี เป็นเพลงที่เพราะที่สุดของวงนี้แล้วนะ เสียดายที่ออกมาจังหวะไม่ดีมากๆ เลยกลายเป็นเพลงดีที่ไม่ฮิทไปอีกเพลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตอบเธอ (พอง พอง)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับเธอ   คนที่บอกว่ารักเขามากมาย        &lt;br /&gt;ที่เธอมาระบาย  และร้องไห้ให้ฟัง&lt;br /&gt;บอกว่ามีเรื่องราว  ไม่เข้าใจกันและกัน        &lt;br /&gt;และถามเอากับฉัน  ว่าควรทำอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบเธอไม่ได้เหมือนกัน ก็ฉันยังไม่มั่นใจ     &lt;br /&gt;ว่าตัดเธอ   หมดจากใจหรือยัง&lt;br /&gt;เธอกำลังจะถามเรื่องเขา  คนที่เธอรักมากมาย&lt;br /&gt;กับผู้ชายคนนี้  ที่รักเธอเช่นกัน&lt;br /&gt;แค่ได้ฟังเรื่องราว  ใจฉันยังสั่น&lt;br /&gt;แล้วคำตอบนั้น  จะตอบเธอได้ไง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-2950244650195287874?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/2950244650195287874/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=2950244650195287874' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/2950244650195287874'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/2950244650195287874'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/11/blog-post.html' title='สบายตัว แต่ไม่สบายใจ'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-116318425705990576</id><published>2006-11-11T01:16:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:13.325+07:00</updated><title type='text'>The Prestige: มายา ริษยา...</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/1600/prestige.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/320/prestige.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ความริษยาของมนุษย์อันตรายเสมอ เพราะมันมักชักจูงคนคนหนึ่งให้ทำเรื่องที่ปกติไม่คิดจะทำออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะความริษยาคือไฟแรกที่มนุษย์ มันทำให้ใจร้อนรุ่ม มันแผดเผาสำนึกชั่วดีของเราให้แตกดับไปได้ ถ้าเราไม่รู้จักเอามันลงในเวลาที่เหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าบอกว่าความริษยาของคนทั่วไปอันตรายแล้ว คนบางจำพวกยิ่งควรจะหลีกเลี่ยงไฟริษยาให้ไกล โดยเฉพาะคนประเภทที่เราเรียกขานเขาว่า "นักมายากล" คนจำพวกนี้ควรดับไฟริษยา หรือเอามันไปเติมเชื้อที่ถูกที่ควร มากกว่าจะเอาไว้เผาใจตัวเอง เพราะพวกเขาทำในสิ่งที่เราละเลยให้กลายเป็นความน่าฉงน ทำสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องวิเศษได้ ถ้าไฟริษยาอยู่ในใจคนแบบนี้ ความวิเศษจะกลายเป็นเล่ห์ร้าย เรื่องอัศจรรย์จะกลายเป็นแผนชั่ว แบบไม่ต้องสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างในเรื่องนี้ สองนักมายากลที่เป็นเพื่อนรัก กลับกลายเป็นคู่แค้น เพราะความริษยาในความเก่งกาจที่อีกฝ่ายมี ชนิดเก็บเอาไว้ไม่ได้ ต้องหาวิธีเอาชนะทุกวิถีทาง การหักหน้า ทำลายกล โขมยความคิด จนถึงวางแผนฆ่า ของเหล่านี้ถูกงัดออกมาใช้เบื้องหลังเวที เพื่อให้เบื้องหน้า เขาจะกลายเป็นนักมายากลผู้สร้างความตื่นตะลึงให้ผู้ชมไปตลอดกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่อยู่ในใจผมไม่ใช่ลีลาการแสดงของ คริสเตียน เบล หรือฮิวจ์ แจ๊กแมน ทั้งคู่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติครับ หักเหลี่ยมเฉือนคมกันได้มันหยดตลอดทั้งเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ฝีมือการกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ในฐานะแฟนหนังชนิดเหนียวแน่นของเขา เพราะตามดูมาตั้งแต่ Memento จนถึงเรื่องนี้ ฝีมือของเขายังดีไม่มีตก การเล่าเรื่องแบบสลับเวลา หลอกล่อคนดูให้รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกได้อย่างยอดเยี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่อยู่ในใจผม มันคือผมกลับมานั่งคิดหลังจากดูจบว่า "ผมกำลังริษยาใครอยู่รึเปล่า"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากชีวิตผลักดันตัวเองให้ยึดการขีดเขียนเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ผมกลับยังเจอปัญหาเดิมๆ เหมือนเมื่อตอนเริ่มต้นวันแรกไม่มีผิด อาจจะเพราะอ่านมาก รู้มาก หรือด้วยเหตุผลอื่นใดไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผม "ไม่เคยพอใจงานของตัวเอง" เอาซะเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยตั้งใจว่า ถ้าวันไหนผมเขียนให้ตัวเองอ่านแล้ว "ปลื้ม" ได้ วันนั้นผมจะเอางานชิ้นนั้นไปให้ใครซักคนเอามันออกไปประกาศว่าผมได้ทำงานเสร็จแล้วหนึ่งชิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วันนั้นไม่เคยมาถึง และผมต้องนั่งเฝ้ารอวันนั้นอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ผมเขียนงานไม่ออก ทุกวันนี้แม้แต่งานแปลที่ทำประจำยังต้องบังคับตัวเองให้ดูแค่ไม่กี่รอบ ไม่อย่างนั้นผมต้องนั่งแก้มันจนไม่ได้ส่งงานเลยซักชิ้นเป็นแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานหลายชิ้นผมแก้แล้วแก้อีกจนทนไม่ไหว ถ้าไม่ปัดส่งไปเลย ก็ต้องลบทิ้ง โดยเฉพาะงานที่ผมเขียนส่วนตัว มันหนักไปทางอย่างหลังมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอดูหนังเรื่องนี้จบ ผมเลยต้องหนังตัวเองว่าผมกำลังสับสนอะไรอยู่รึเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนไปดูด้วยถามผมด้วยคำถามสั้นๆ ว่า "ตกลงอ้วนไม่พอใจงานตัวเอง หรือไม่พอใจตัวเองตอนนี้กันแน่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นสิ หรือผมกำลังริษยาตัวเองที่อยู่ในความคิด ความฝันของผมเอง ผมกำลังเอาตัวเองในวันวานจนถึงตอนนี้ ไปเทียบกับตัวเองในแบบวาดหวังเอาไว้ และเชื่ออย่างฝังหัวว่าสามารถเอาชนะตัวตนในจินตนาการของตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจลืมไปว่า จินตนาการเป็นเหมือนขั้นบันไดขั้นต่อไป ยิ่งผมเดินขึ้นไปสูงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเพิ่มขั้นความฝันให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะพยายามก้าวให้เร็วเท่าไหร่ ขั้นต่อไปยิ่งเพิ่มความสูงเร็วขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือผมกำลังพยายามไล่ตาม บางสิ่งที่ผมไม่วันเดินไปถึงกันแน่ ผมชักสงสัยตัวเองขึ้นมาแล้วสิ...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-116318425705990576?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/116318425705990576/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=116318425705990576' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116318425705990576'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116318425705990576'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/11/prestige.html' title='The Prestige: มายา ริษยา...'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-116300485121878449</id><published>2006-11-08T23:30:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:13.261+07:00</updated><title type='text'>Sugar&amp;Spice: เพราะรักเป็นเช่นนั้น ฉันถึงเฝ้าใฝ่หา...</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/1600/sugarspice_mv.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/320/sugarspice_mv.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; จริงๆ หนังเรื่องนี้ผมเกือบพลาดไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เห็นแบนเนอร์กิจกรรมของพันทิพย์ ก็คงไม่ได้คิดจะขอตั๋วมาดูซักเท่าไหร่ บอกตรงๆ เกือบต้องเสียดายที่พลาดหนัง Coming of Age เก๋ๆ เรื่องหนึ่งไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติถ้ามีหนังแบบ Road Movie หรือ Coming of Age มาฉายในบ้านเรา ผมเองมักไม่ยอมพลาดตีตั๋ว หรือหาตั๋วไปดู เพราะส่วนหนึ่งเป็นรสนิยมส่วนตัวกับหนังประเภทนี้ อีกส่วนคือถ้าลองได้ลงโรงฉาย ยังไงหนังประเภทมักมีสารบางอย่างส่งให้คนดูเอากลับไปคิดกันเล่นๆ อยู่เสมอ เรื่องนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าตัวเนื้อหาจะเกริ่นถึงเรื่องความรัก แต่สาระสำคัญของหนังเรื่องนี้กลับเป็นเรื่องเกี่ยวกับพัฒนาการชีวิตของเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่ค่อยๆ เรียนรู้ชีวิตผ่านความรักของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่อยากเล่าเนื้อหามาก เพราะอยากให้เข้าไปดูกันมากกว่า ถ้าดูในโรงไม่ทัน หา DVD มาดูได้ครับ :p สำหรับแฟนของน้องยูยะที่ติดใจมาจาก Nobody Know รับรองได้ว่าคุณจะต้องประทับใจอีกครั้งกับลีลาการแสดงแบบน้อยได้มากของเด็กหนุ่มคนนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเขายังรักษาคุณภาพในการเลือกหนังเล่นแบบนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ คงได้ดูพ่อหนุ่มคนนี้เล่นหนังระดับที่โผล่บนเวทีกันอีกแน่นอน อีกคนนึงที่เล่นได้เจ๋งและคุมหนังทั้งเรื่องได้อยู่หมัด ก็คือนัตซึกิ มาริ ที่รับบทเป็น "แกรมด์มา" ของพ่อพระเอก ถ้าไม่ได้นักแสดงเจนสนามแบบเธอ ผมว่าพาลทำหนังเรื่องนี้กร่อยได้ง่ายๆ บทของเธอคือคนที่เป็นทุกสิ่งให้พระเอก คือครูผู้สอนบทเรียนชีวิตให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งรู้จักเรียนรู้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูจบแล้วนอกจากเพลงเพราะๆ ของ Oasis กับบรรดาเพลงคลาสสิคทั้งหลายที่ร้อยเรียงบนเรื่องได้อย่างสนุกสนาน และไร้จุดสะดุด ก็คงเป็นความหมายของชื่อเรื่องเนี่ยหละ เรียกว่าพอไคลแม็กซ์มาถึงผมก็อมยิ้มไปกับ วลีที่โปรยบนกล่องคาราเมลที่ แกรนด์มา กินเป็นประจำ "อุดมด้วยคุณค่า รสชาติน่าหลงใหล"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะความรักมันไม่มีสูตรสำเร็จ เราจึงถามไถ่หา&lt;br /&gt;เพราะรักนั้นมันตราตรึง เธอจึงโหยไห้&lt;br /&gt;แล้วรักเราจะเป็นไร ไม่มีผู้ใดรู้คำตอบนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเราสอง ผู้ปองรักกัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/1600/ss_still04.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/320/ss_still04.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-116300485121878449?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/116300485121878449/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=116300485121878449' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116300485121878449'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116300485121878449'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/11/sugarspice.html' title='Sugar&amp;Spice: เพราะรักเป็นเช่นนั้น ฉันถึงเฝ้าใฝ่หา...'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-116226920740620796</id><published>2006-10-31T11:30:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:13.198+07:00</updated><title type='text'>เก็บตกงานหนังสือ (1)</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/1600/topb05.1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/320/topb05.1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;กะไว้ว่า "จะไม่ไปแล้วงานหนังสือฯ" เพราะไปทีไร เสียเงิน เหนื่อย หงุดหงิด กลับมาด้วยแทบทุกครั้ง เหนื่อยกับการเดินทางที่ถึงใกล้ที่อยู่นิดเดียว แต่ต้องฝ่าการจราจรที่เข้าขั้นจลาจลไปทุกครั้ง หงุดหงิดกับการต้องระวังว่าจะไปเหยียบเท้าใคร รึบางครั้งเป็นขาคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงพื้นในงาน เพราะนึกจะนั่งตรงไหนก็นั่งกันเลยก็มีเหมือนกัน จะไปว่าคนที่นั่งก็ไม่ได้เพราะเก้าอี้ให้นั่งในงานก็แสนน้อยนิด จะให้ยืนก็เบียดเสียดกับคนอื่น นั่งลงไปอากาศก็แย่เหมือนกัน ส่วนเรื่องเสียเงินมันกลายเป็นปัจจัยหลักของคราวนี้ เพราะเพิ่งจ่ายค่าโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ไป แทบหมดเงินเก็บไปแล้ว จะให้ไปเสียเงินกับหนังสืออีกมันกระไรอยู่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมต้องไปอีกจนได้ พร้อมกับเสียเงินไปอีกพันกว่าบาท (ชีวิต...) เลยเอาหนังสือที่จ่ายเงินไปเนี่ยแหละ มาเขียนเชียร์ลงบล็อกหน่อยดีกว่าเล่มแรกที่อยากเขียนถึงคือ "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามว่าเป็น บัณฑิต อึ้งรังษี คือใคร?เขาคือผู้ชายคนเดียวในประเทศไทย (เท่าที่ผมรู้จักตอนนี้) ที่สามารถเรียกตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า มีอาชีพเป็น "วาทยกร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"วาทยกร" คือคนที่ถือไม้บาตอง ยืนอยู่หน้าวงออเคสตร้า ทำท่าบ้าพลังที่หลายคนเคยเห็นในทีวีนั่นแหละครับ สิ่งที่เขาเอามาเขียนลงหนังสือคำแนวคิดแบบรวบยอดของเขา ที่ยึดมั่นและเดินตามจนประสบความสำเร็จในฐานะวาทยกรระดับโลกชายคนนี้เริ่มต้นฝันว่าจะใช้ดนตรีที่ตัวเองรักเป็นอาชีพเลี้ยงตัว ในประเทศไทยที่ดนตรียังมีฐานะและคุณค่าไม่ต่างจาก "เครื่องสร้างบันเทิงแบบบ้านๆ" ประเทศที่นักเปียโนฝีมือดีต้องหน้าตาดีด้วย ไม่อย่างนั้นก็ขายไม่ออก ประเทศที่นักร้องเสียโซปราโน่ และเทอร์เนอร์ มีไว้แหกปากร้องตอนงานพิธีอะไรก็ตามที่มีฝรั่งหัวทองมาเยอะๆ แล้วอยากให้มันดูมีชาติตระกูลขึ้นมาบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยสภาพแต้มติดลบตะบันราดแบบนี้ คุณบัณฑิต ยังอุตสาหะไปเรียนดนตรีพื้นฐาน ส่งตัวเองไปเรียนด้านวาทยกรที่อเมริกา จนได้งานที่นั่น แถมประสบความสำเร็จชนะการแข่งขันของ มาเอสโตรมาเซล วิลาร์ จนได้ฝึกงานกับมาเซลแบบใกล้ชิดถึงสามปีจากติดลบไปถึงร้อยเนี่ย น่าภาคภูมิใจนะครับ เลยเป็นหนังสือที่ต้องซื้อมาอ่านให้ได้ ทั้งๆ ที่เป็นคนที่เอือมกับหนังสือแบบ How To จะแย่อยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เล่มนี้ ละเว้นไว้ และอยากให้หลายคนอ่านมัน เพราะเป็นหนังสือที่ให้กำลังคนทียังเคว้งคว้างได้ดีมากๆ ครับเพราะผมเชื่อเหมือนคุณบัญฑิตอย่างว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"As a man think, he is""หากคนคิดจะเป็นอะไร เขาจะเป็นอย่างนั้น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่มหน้า จะเขียนถึงนิยายกำลังภายในเล่มล่าสุดที่อ่าน "อรหันต์ทองคำคนที่แปด" แปลโดย โจอี้ ตาฟาง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-116226920740620796?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/116226920740620796/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=116226920740620796' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116226920740620796'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116226920740620796'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/10/1_31.html' title='เก็บตกงานหนังสือ (1)'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-116179402598580214</id><published>2006-10-25T23:18:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:13.001+07:00</updated><title type='text'>หาแรงบันดาลใจ</title><content type='html'>ช่วงนี้มีอาการป่วยงอมแงมนิดหน่อยครับ เป็นไข้อากาศเปลี่ยนหรือว่าเป็นไข้อื่นไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ ตัวร้อน หัวหมุนๆ เบลอๆ มาสองสามวันแล้ว และคาดว่าน่าจะเป็นต่อไปอีกสักพัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันก่อนดูหนังช่อง Star Movie เรื่อง Shadow Dancer หนังเน่าได้จิตมาก ที่ทนดูได้เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเขียนนี่แหละ พระเอกเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้ไปตามเอาต้นฉบับใหม่จากนักเขียนนามอุโฆษที่หยุดเขียนงานไปนานกว่ายี่สิบปี ปัญหาที่พระเอกของเราเจอคือ การไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเขียนงาน เป็นปัญหาหลักของนักเขียนฉบับเริ่มต้นที่ไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรมาเขียนแล้วงานออกมาโดดเด้ง เป็นที่น่าสนใจของคนอ่าน ส่วนนักเขียนใหญ่เจอปัญหาตรงกันข้ามครับ ที่หยุดเขียนไปยี่สิบกว่าปีไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียน แต่เขียนไม่ได้เพราะแรงบันดาลใจหลักคือภรรยาสุดสวาท ขาดใจดิ้น ดันมาสิ้นลมจากไปแบบปัจจุบันทันด่วน ทิ้งลูกสาวสวยๆ สามคนไว้ให้พ่อเลี้ยง (และรอพระเอกมาหม้อ) การเล่าเรื่องของผู้กำกับถือว่าโอเคนะครับ พยายามใช้วิธีแบบ Absurd และ Surreal มาเล่นกับจินตนาการของพระเอกระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่กับคนในเมืองเล็กๆ ของอิตาลี แต่ที่น่าเขกมะเหงกลงกระบาลคือตอนจบมันช่างน้ำเน่าแบบ "แล้วสองเราก็ครองรักชั่วนิรันดร์" อะไรทำนองนั้น เรียกว่าเนื้อเรื่องและปมที่ปูมาทั้งเรื่องเล่นมาทิ้งเอาตอนจบเนี่ยหล่ะ สรุปคือ มันจะทำหนังมาตั้งยาวทำไมกัน เล่นมาทำตอนจบแบบนั้นเนี่ย เหอ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปไอ้อาการเขียนอะไรออก (แบบเอาไปหาเงินกับชาวบ้านได้) ผมจบลงตั้งแต่ตอนมีเรื่องกับไอ้ฝรั่งที่ถนนวิทยุแล้วหละครับ เพราะพอมาทำงานประจำ ภารกิจที่ทำบวกกับการงานแทบไม่เหลือเวลาและรายรับพอไปหาเวลาทอดหุ่ยหาแรงบันดาลใจมาเขียนงานเอาซะเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีผมเองอาจจะพลาดในแง่ไม่เคยเรียกร้องอะไรเพื่อตัวเองนักก็ได้ ชีวิตเลยอลหม่านแบบทุกวันนี้ เอาว่าเดี๋ยวคงได้เวลาขยับทำอะไรบ้าง ก่อนจะรากงอก แต่ใจเฉาอยู่ในออฟฟิสไปเงียบๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วยังไม่ได้ซื้อหนังสือใหม่เลยแฮะ งานเทศกาลหนังสือก็ใกล้จบแล้วด้วย ต้องไปหามาซักเล่มดีกว่า แต่ก่อนอื่น... ขอเวลารักษาตัวก่อนนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-116179402598580214?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/116179402598580214/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=116179402598580214' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116179402598580214'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116179402598580214'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/10/blog-post_25.html' title='หาแรงบันดาลใจ'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-116136477302237875</id><published>2006-10-20T23:52:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:12.935+07:00</updated><title type='text'>คำถามเสียดใจ</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;วันนี้เพื่อนโทรมาหาครับ หลังจากไม่ได้ติดต่อกันเลยสองสามปี เธอเป็นเพื่อนสนิทผมตั้งแต่สมัยมัธยมปลายเรียนมาหวิทยาลัยก็ยังอุตส่าห์เรียนที่เดียวกันถึงจะคนละคณะก็เหอะ จริงๆ คือผมตามเธอไปนั่นแหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่เธอต้องโทรมาก็เพราะผมดันฝันเห็นเพื่อนเธอคนนึงที่ผมเองก็สนิทด้วย จริงๆ น่าจะเรียกว่าเธอคนนั้นไว้ใจว่าผมจะไม่คิดอะไรกับเธอมากกว่าเพื่อนตะหาก เลยยอมให้ผมอยู่ใกล้ๆ เธอขนาดนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัย ม.ปลาย ผมเลยเป็นไอ้จิ้งเหลนที่น่าอิจฉาที่สุดในโรงเรียนเพราะห้อมล้อมด้วยสาวสวย 7คน ไปไหนมาไหนกันแบบพวงก๋วยเตี๋ยวอยู่สองปี จริงๆ ถามว่าผมคิดอะไรกับเธอมั้ย ณ เวลานั้นคงไม่ได้คิด เพราะคิดไม่ได้มากกว่า มองตัวเองแล้วไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจผู้หญิงเลยนี่นา อยู่เจียมๆ ไปนั่นแหละดีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องความฝันจริงๆ มันก็เกี่ยวกับอะไรที่ค้างคาใจอยู่นี่แหละ แต่จริงๆ ผมวางมันทิ้งไว้ตั้งแต่วันที่รู้ข่าวว่า “เธอกำลังจะแต่งงาน” ทำไมอยู่ดีๆ ความรู้สึกที่ควรทิ้งไปตั้งห้าปีแล้วถึงกลับมาอยู่ในหัวผมอีกทีนึง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่แน่ๆ ผมฝันถึงเพื่อนทีไร เป็นลางไม่ดีทุกที คราวนี้เลยต้องพยายามติดต่อกับพวกเธอหน่อยว่ามีอะไรเกิดขึ้นไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เพราะไอ้ตัวผมเองที่ขาดการติดต่อเพื่อนไปเลย ทำให้ไม่รู้ว่าจะติดต่อกันแบบไหนนี่สิ ผมเลยต้องพึ่งเพื่อนสนิทอีกคนที่มี MSN มันอยู่ให้ช่วยไปสอบถามเพื่อนคนที่โทรมาให้ เพราะเธอเป็นคนติดต่อเพื่อนๆ ในห้องตลอด เรียกว่าถ้าตกข่าวเพื่อนคนไหนไปถามเอากับเธอได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อารามไม่ได้ติดต่อกันนาน เลยลืมไปเรื่องนึงว่า มันกับเธอไม่ได้ญาติดีอะไรกันเท่าไหร่ พอมันไปหาเธอที่บ้านเลยเจอการต้อนรับแบบ “ประทับใจอย่างแรง” กลับมา จนต้องออนไลน์มาเพื่อระบายกับผม และบอกว่าจัดการธุระมึงให้แล้วนะเว้ย ไอ้ผมเองก็ต้องขอโทษขอโพยมันไป เข้าใจมันหละ คนมันไม่กินเส้นทำยังไงก็คงคุยกันดีๆ ยากอยู่&lt;br /&gt;กลับมาที่เธอโทรมาหาผม หลังจากนอนกลางวันเสร็จแล้ว ผมเลยรู้ว่าตอนนี้เธอเป็นแม่คนไปแล้ว ตามเพื่อนๆ ในกลุ่มที่เป็นแม่คนไปก่อนหน้าเยอะแยะ แต่สุดท้ายผมก็ยังไม่ได้ถามถึงเบอร์ติดต่อคนที่ผมฝันถึงอยู่ดี แต่สัญญากับเธอไว้แล้วว่าสิ้นปีจะกลับไปอุ้มหลาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เมื่อไหร่เธอจะแต่งงาน” เป็นคำถามที่เล่นเอาผมอึ้งไปพักนึงระหว่างที่คุยกับเธอ แต่มันไม่ได้แปลว่าเธอทำร้ายความรู้สึกผมหรอกนะ เพราะผมเองก็รู้สึกตัวเหมือนกันว่าทุกวันนี้ ตัวเองใช้ชีวิตต่างกับเพื่อนเก่าสมัยเด็กๆ เหมือนอยู่กันคนละโลก เป็นเพราะนิสัยส่วนตัว เป็นเพราะชะตาชีวิตด้วยกระมัง ผมถึงต้องห่างพวกเขามาอยู่เมืองหลวงที่ดูจะเข้ากับสันดานตัวผมเองมากกว่าบ้านที่เรียบง่ายแบบนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ ลึกๆ อิจฉาชีวิตพวกเขาเหมือนกันนะครับ ที่ไม่ต้องวกวนอะไรมาก มองไปข้างหน้าแล้วเดินไปเรื่อยๆ ได้เลย เจอปัญหาก็แก้ แล้วทำให้จบไปเป็นเรื่องๆ แต่ถ้าให้ผมไปใช้ชีวิตแบบนั้น ผมก็รับไม่ได้นะ ดูมันฝืนสันดานตัวเองพิกล จริงๆ คือพยายามแล้ว แต่รู้ตัวเลยกลับมาอยู่อยู่ในเมืองหลวงแบบทุกวันนี้นี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือว่าชีวิตใครชีวิตมัน เค้าดีในแบบของเค้า ผมดีในแบบของผมจะดีกว่า สิ้นปีสงสัยต้องเพาะกล้ามแขนหน่อย เอาไว้อุ้มหลานเยอะๆ เป็นลุงแล้วนี่เรา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ชีวิตสุขสันต์ครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-116136477302237875?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/116136477302237875/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=116136477302237875' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116136477302237875'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116136477302237875'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/10/blog-post_20.html' title='คำถามเสียดใจ'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-116081805923313734</id><published>2006-10-14T15:59:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:12.874+07:00</updated><title type='text'>ถึงหัวหน้าที่รัก...</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;วันนี้ไปนั่งอ่านบล็อกหัวหน้าตัวเองมาครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติไม่เห็นเขาเอาเรื่องลูกน้องมาบ่นเท่าไหร่ แต่วันก่อนเขาเอามาเล่าแฮะ เรื่องของเรื่องคือหัวหน้าผมดันไปแสดงความรักปายจะกลืนกินกับพี่คนนึงที่เขาดูแลอยู่ ปัญหามันอยู่ที่ว่าอารมณ์คนไม่ยอมลงให้กันเนี่ยหล่ะ มันเลยจะ "แดก" กันจริงๆ เข้าให้ ผมไม่รู้นะว่าหัวหน้าผมเขามองสิ่งที่เขาทำลงไปในแง่ไหนบ้าง แต่อย่างน้อยเช้าวันนั้นบรรยากาศโคตรพ่อโคตรแม่กร่อยเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบล็อกคุณหัวหน้าก็อุตส่าห์อธิบายอะไรลงไปเยอะพอสมควรหล่ะ แต่ในฐานะลูกน้องคนหนึ่ง ผมมองเห็นอะไรบางอย่างที่ดูน่าปวดหัว เพราะเท่าที่รู้ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลจริงๆ มันเป็นเรื่องทัศนคติของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องมาทำงานด้วยกันนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ ความดีของหัวหน้าผมมีเยอะครับ ผมไปไหนมาไหนกับเขาก็ได้เห็นได้ยินบ่อยๆ เสียอยู่ตรงนี้เขาดันมาตายเอาตอนเป็นหัวหน้าคนในออฟฟิสเนี่ย ไม่อยากจะบอกว่าจริงๆ หัวหน้าผมไม่ได้มีปัญหากับแค่ลูกน้องที่เขาบ่นเท่านั้นหรอก จริงๆ มีกับทุกคนนั่นแหละ แต่หลายคนเลือกจะเฉยกับท่าทีที่เขาเป็นมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสียที่ผมอยากเตือนหัวหน้าตัวเองมันก็พอมีอยู่ ถึงผมไม่ใช่เทวดาที่ไหน แต่ผมว่าผมเป็นคนที่รับฟังเรื่องแย่ๆ ที่เขาทำกับคนอื่นมามากจนหลังๆ ผมชักเฉยๆ กับเรื่องแย่ๆ ของเขาแล้วนี่สิ&lt;br /&gt;- หัวหน้าครับ หัวหน้าเป็นคนที่ "ประเมินคนได้ต่ำกว่าความเป็นจริง" มากนะครับ เรื่องบางเรื่อง หัวหน้าพูดเป็นมุขอำ แต่คนอื่นเขาฟังแล้วหัวหน้าเสียนะครับ ผมไม่รู้ว่าก่อนจะมาทำงานด้วยกัน หัวหน้าผ่านนรกขุมลึกจากที่ไหนมาบ้าง แต่พี่ๆ ในออฟฟิสเขามองว่า หัวหน้าผมคนนี้ถูกปลูกฝังอะไรแย่ๆ มาจากที่ทำงานเก่าพอสมควร เลยติดเป็นนิสัยให้หัวหน้าบางครั้งยิงมุขออกมามันไม่ขำ แถมยังทำให้ตัวเองดูแย่ด้วยนี่สิ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;- หัวหน้าครับ ปัญหาในที่ทำงานส่วนหนึ่งมันมาจากหัวหน้า "อยากให้ทุกคนเป็นอย่างที่หัวหน้าคิด" นะครับ บางครั้งคนเขาทำงานกันไปเรื่อยๆ หัวหน้าก็มาทำให้วงแตกบ่อยๆ หัวหน้าไม่แปลกใจเหรอครับ ลูกน้องหัวหน้าเขาก็มีลูกน้อง ทำไมเขาคุมกันเองได้ แต่ตัวหัวหน้ากลับคุมลูกน้องตัวเองไม่ได้เลย หัวหน้านึกถึงเรื่องครูประจำชั้นดูนะครับ หัวหน้ามีลูกศิษย์อยู่ 10คน ถ้ามันมีปัญหาอยู่ 2คน แล้วอีก 8คนกู้ดเก๋ยูเรก้าเนี่ย คงพออนุมานได้ว่าหัวหน้าเราโอเคแล้ว 2คนนั้นรั่วเอง แต่ถ้ามันดีแค่คนเดียว ที่เหลือมีปัญหากันคนละนิดละหน่อย มีเยอะก็หลายคนเนี่ย หัวหน้าต้องประเมินตัวเองใหม่แล้วนะครับ เหมือนที่ครูต้องมานั่งคิดว่า "ตกลงนักเรียนโง่ทั้งชั้น หรือครูมันสอนไม่เป็นเอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หัวหน้าต้องใจเย็นกว่านี้ครับ เรื่องบางเรื่องหัวหน้าเตือนคนอื่น หัวหน้าต้องย้อนกลับมานั่งเตือนตัวเองด้วย ไม่อยากให้ใครเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน หัวหน้าก็ต้องทำให้ดูก่อนครับ ไม่อยากให้ใครมานั่งเถียงกัน หัวหน้าก็ต้อง "รู้" ตัวก่อนว่าตอนนี้ของตัวเองกำลังขึ้น Please Clam Down... ก่อนจะคุยกันต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หัวหน้าต้องรู้จักไว้ใจคนอื่นครับ ไม่ได้แปลว่าปล่อยมันทำอะไรตามใจตัวเองนะครับ แต่อย่างน้อยถ้าเขาทำมาแล้วมันไม่โปรดในใจหัวหน้า ก็ควรส่งให้เจ้านายตัวจริงเป็นคนดูก่อนนะครับ อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าเขาทำมาไม่ดี ไม่เจ๋งพอ เรื่องบางเรื่อง รสนิยมใคร รสนิยมมันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หัวหน้าต้องรู้จักปกป้องลูกน้องในเรื่องที่ควรปกป้องนะครับ เรื่องบางเรื่องหัวหน้าปล่อยปละละเลยไปนิด ร่วมเหยียบกระทืบซ้ำกับคนอื่นเขามากไปหน่อย ลูกน้องมันก็คนครับหัวหน้า ไม่โปรดกันยังไงก็ลูกน้อง ต้องดูแลให้ทั่วถึงทั้งเรื่องงาน และการหาเลี้ยงชีพครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ ให้พิมพ์ต่อคงกลายเป็นร่ายพระไตรปิฏก เอาว่าหัวหน้ากลับไปนั่งตรองดูแล้วกันว่าผมบอกไปมันจริงไหม ถ้าไม่จริงก็ไม่ต้องใส่ใจครับ ผมอาจจะมองพลาดไปก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแค่อยากจะบอกหัวหน้านั่นแหละว่า "หัวหน้าระวังเรื่องความรู้สึกคน" หน่อยนะครับ "ยิ่งสูงมันยิ่งหนาว" เน่อ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-116081805923313734?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/116081805923313734/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=116081805923313734' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116081805923313734'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116081805923313734'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/10/blog-post.html' title='ถึงหัวหน้าที่รัก...'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-116006398758101296</id><published>2006-10-05T22:31:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:12.811+07:00</updated><title type='text'>13 Beloved</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/1600/poster1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" height="276" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/320/poster1.jpg" width="182" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เพราะมนุษย์มีความอ่อนแออยู่ในใจกันทุกคน มนุษย์จึงถูกหลอกล่อด้วยกิเลสได้ทั้งนั้น แตกต่างกันตามจริตสันดานพื้นเดิมที่ถูกปลูกฝังต่างกันมา... คุณค่าของมนุษย์ที่แท้จริง บางครั้งก็วัดได้ด้วยการลองดูว่า ใครจะอดทนต่อกิเลสที่ยั่วเย้าได้มาก และนานเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13 คือภาพยนตร์ที่เอาความคิดที่ว่ามาใช้อย่างชัดเจน เมื่อความเป็นคนถูกบีบคั้นด้วยสภาพเศรษฐกิจรุมเร้า ด้วยความรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนขี้แพ้ในสังคม ผู้ชายคนหนึ่งจึงยอมถลำตัวเข้าไปเล่นเกมอันตราย เพื่อแลกกับเงินก้อนโตที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเขาได้ถ้าหากชนะมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูนสั้นของ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ (ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย) ชื่อ 13 Quizshow ในฉบับการ์ตูน ประเด็นหลักคือการเสียดสี และล้อเล่นกับความโลภของคนเป็นหลัก แต่ในฉบับภาพยนตร์ ประเด็นถูกตีความให้กว้างขึ้น จนได้ตอนจบที่รุนแรงยิ่งกว่าในฉบับการ์ตูน และสามารถแตกเรื่องราวออกมาเป็น 12Begin ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวก่อนหน้า 13 และ 14 ที่เป็นเรื่องต่อไป ซึ่งถือเป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยฝีมือการกำกับของ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ซึ่งมีผลงานก่อนหน้า เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญอย่าง คน ผี ปีศาจ มาในเรื่องนี้ เราได้เห็นพัฒนาการ และกลวิธีเล่าเรื่องที่แพรวพราวมากขึ้น จุดเด่นเรื่องความละเอียดในการให้มิติกับตัวละครก็ยังไม่ตกหล่นไปไหน บวกกับเนื้อเรื่องที่เล่นกับความรู้สึกของตัวละคร และคนดูอยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำให้ตัวภาพยนตร์โยเฉพาะบทมีความแข็งแรงเหนือกว่ามาตรฐานหนังระทึกขวัญ สยองขวัญแบบไทยๆ เป็นอย่างมาก &lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/1600/03.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 194px; CURSOR: hand; HEIGHT: 154px" height="233" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4668/489/320/03.jpg" width="224" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จุดเด่นที่เห็นชัด และน่ายกย่องมากที่สุด คือพัฒนาการการแสดงของ กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (น้อย) ในภูชิต พนักงานขายเครื่องดนตรีที่กำลังตกอับสุดขีด ถูกไล่ออกจากงาน รถโดนยึด เงินไม่มีเก็บ แถมแม่ยังขอยืมเงินใช้อีก ชีวิตที่น่าจะตายๆ จบปัญหาไปเสีย ก็มีเสียงโทรศัพท์ส่งข้อความจากอีกปลายสายว่า เขาถูกเลือกให้เล่นเกม 13 ถ้าหากตกลงเล่น และชนะ เขาจะได้เงินรางวัล 100ล้านบาท หากแพ้ เขาก็จะไม่ได้อะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เห็นได้ชัดในเรื่องก็คือการเปลี่ยนแปลงจากคนดีขี้แพ้ ที่เราพบเห็นได้ในสังคมเมืองปกติ กลายเป็นคนเลวที่ทำทุกอย่งเพื่อให้ได้เงิน ด้วยความสามารถของน้อย ผมมองไม่เห็นว่าจะหาใครมาเล่นแทนเขาได้ ทั้งน้ำเสียง การแสดงทางร่างกาย แววตา เขาทำได้อย่างกลมกลืนไปกับเวลาในเรื่องอย่างเหมาะเจาะ ไม่มีมาก หรือน้อยจนเกินไป ถ้าหากนับจำนวนภาพยนตร์ที่เล่นมาก่อนหน้าเพียงสองเรื่อง คือ หัวใจทรนง กับทวารยังหวานอยู่ น่าสนใจว่า นักร้องคนดังคนนี้ น่าจะเพิ่มที่ทางของตัวเองในฐานะนักแสดงมืออาชีพ ที่เหมาะจะเล่นบทที่มีความหลากหลายในตัวเองสูง ซึ่งหานักแสดงในเมืองไทยทุกวันนี้เล่นได้ยากเย็นจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากสุดสัปดาห์นี้คุณไม่รู้จะไปเที่ยวไหน เบื่อภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์อนิเมชั่นสีลูกกวาด ผมขอแนะนำ 13 ให้คุณรับชม ขอรับประกันว่าคุณจะไม่มีทางบ่นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ห่วยแน่นอน แต่คุณอาจจะสะอึกกับตอนจบที่ดูเหมือนไม่จบของภาพยนตร์ไปเลยก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผมเอง ตอนนี้ได้แต่ 14 ว่าเมื่อไหร่จะเริ่มถ่ายทำเสียที อยากรู้ว่าบทสรุปเกมนรกเกมนี้ สุดท้ายใครจะเป็นคนชนะตัวจริง...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-116006398758101296?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/116006398758101296/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=116006398758101296' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116006398758101296'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/116006398758101296'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/10/13-beloved.html' title='13 Beloved'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-33023483.post-115850842540121376</id><published>2006-09-17T22:50:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T15:47:12.737+07:00</updated><title type='text'>สารภาพครับ</title><content type='html'>มาสารภาพไว้ก่อนเลยว่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้จะเอาบล็อกอันนี้ไว้เขียนเรื่องอะไรดีตอนนี้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูดัดจริตเนอะ แต่บล็อกนี้จะว่าไป ผมได้มันมาตั้งแต่เปิดใหม่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกตั้งใจเอาไว้เขียนเรื่องงานนิตยสารที่ทำ แต่เขียนได้แต่สองตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ต้องทิ้งมันไว้ยังงั้นด้วยเหตุผลการเมืองในที่ทำงาน :p&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างแม่งเถอะครับ เอาเป็นว่าผมยังไม่มีเรื่องจะเขียนในนี้ ตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครเปิดมาเจอก็ขออภัยด้วยแล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่รู้สึกลึกๆ ว่าอีกไม่นาน ผมคงมีอะไรเขียนในนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อไหร่ ไม่อยากสัญญา...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/33023483-115850842540121376?l=2bace.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://2bace.blogspot.com/feeds/115850842540121376/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=33023483&amp;postID=115850842540121376' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/115850842540121376'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/33023483/posts/default/115850842540121376'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://2bace.blogspot.com/2006/09/blog-post.html' title='สารภาพครับ'/><author><name>เอกเอง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11162340644460772494</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='21' src='http://www.geocities.com/wirayuth/IMG_0004_ed1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry></feed>
